พิมพ์พร อุทยารัตน์ (อิ๊)
สวัสดีอีกครั้งก่อนหมดปี 05 ครั้งนี้ เราได้คุยกับเพื่อนอีกรายที่อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลวงนี้เท่าใด น้องอิ๊เป็นหนึ่งในนักเรียนทุนที่มาอยู่นานมาก มาตั้งแต่ปี 2539 ลองมาฟังดูว่าเธอจะมีอะไรเล่าและแบ่งปันประสบการณ์
มาศึกษานานขนาดนี้ ขอทราบเรื่องคร่าวๆ ตั้งแต่ Prep เลยแล้วกันนะครับ
อิ๊ได้รับทุนของสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ มาศึกษาทาง Polymer ซึ่งจะเลือกเรียน Chemistry หรือ Engineering ก็ได้ ตอนที่คุยกับต้นสังกัด คุณมานิต ช้อนสุข ขณะที่ได้เข้าเรียนที่ U.Penn นี่แล้ว เขาก็ถามว่าเราจะเรียนทางไหน เพราะก็มีรุ่นพี่ๆ ซึ่งจบไปก่อน ซึ่งพวกพี่ๆ เขาเรียนทาง Polymer syntheis ถ้าเป็นไปได้อยากให้เลือกเรียนทางด้านอื่นที่แตกต่าง
สำหรับการศึกษาในอเมริกา หนูมาเรียนตั้งแต่ระดับ Prep. School ที่ Concord Academy, Massachusetts ตอนนั้นรุ่นที่หนูมามีนักเรียนเยอะมาก ประมาณ 77 คน จากนั้น ก็ไปเรียนป.ตรี ที่ Northwestern U., IL พอสำเร็จที่นั่น ก็มาต่อป.เอกที่ U. Penn ขณะนี้กำลังทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับหลอดเลือดเทียมคะ
จากป.ตรี แล้วต่อป.เอก ช่วยเล่าให้ให้ฟังเล็กน้อยน้อยในการที่ข้ามจากป.โท ไปเอกเลย
คือการเรียนที่นี่ได้เปลี่ยนไปจากสมัยก่อนๆ หากเป็นเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ก็คงจะต้องเรียน ตรี-โท-เอก ตามลำดับ แต่เดี๋ยวนี้ เนื่องจาก Grad. School จะมีวิชาในระดับป.โท และป.เอกที่ต้องเรียนเหมือนกัน เพื่อไม่ต้องเรียนซ้ำซ้อน เขาก็อนุญาตให้เข้าในระดับป.เอกเลย แต่ในระหว่างที่เราทำป.เอกอยู่นี้ เราก็ยังสามารถขอวุฒิป.โทเมื่อได้ลงวิชาครบตามที่กำหนด ขณะที่ยังทำงาน ทำ thesis ของเราต่อไป ของอิ๊ก็ได้ขอวุฒิป.โทมาเก็บไว้แล้ว
พูดถึงปัญหาเรื่องเวลาที่ถูกกำหนดจากการให้ทุนของรัฐฯ หละครับ ระหว่าง 5 ปีสำหรับป.เอกอย่างเดียว กับ 6 ปีสำหรับป.โท-เอก
นี่คือปัญหาหนึ่งของนักเรียนทุนฯ อย่างหนูซึ่งทุนกำลังจะหมดในเดือนกันยายน 06 นี้ แต่หนูคงไม่สามารถสำเร็จได้ภายในเวลา 5 ปี อย่างเร็วที่สุดก็คงต้องเป็นธันวาคม 06 แต่ไม่ใช่ว่าเราไม่ตั้งใจ หรือไม่อยากจบภายในเวลากำหนดนะคะ ปัญหาของนักเรียนป.เอกส่วนใหญ่ก็อยู่ที่เรื่องงานที่ตนทำนั่นเอง บางทีกว่าที่เราจะรู้ว่าเรามาถูกทางก็กินเวลาเข้าไปตั้ง 3-4 ปี แล้วลองคิดว่าสิคะว่า ถ้าคนไหนที่ทำงานไปได้ครึ่งทางแต่ประสบปัญหาเกี่ยวกับงานที่ทำ จะทางใดหรือเป็นเพราะเหตุผลใดก็ตาม ที่ต้องกลับไปเริ่มใหม่ หาหัวข้อวิทยานิพนธ์ใหม่ หรือเริ่มการทดลองใหม่ จะยิ่งต้องใช้เวลามากขึ้นอีก หากรัฐฯ เข้าใจและให้เวลาเพิ่มสำหรับนักเรียนป.เอกทุกคน ก็จะช่วยผ่อนคลายความตรึงเครียด และช่วยนักเรียนได้มากคะ
เรื่องนี้เห็นด้วยนะครับ เราจะเสนอท่านที่ปรึกษาให้ทำเรื่องขอเปลี่ยนแปลง สำหรับน้องอิ๊เองนั้น ก็ขอแนะนำว่าไม่น่ามีปัญหาในเรื่องให้เปลี่ยนจาก 5 ปี เป็น 6 ปี เพราะน้องอิ๊ก็ได้วุฒิป.โทมาอยู่ในกำมืออยู่แล้ว ถูกมั๊ยครับ อันนี้เราคุยกันนอกรอบแล้วกัน
ขอบคุณที่แนะนำคะ แล้วหนูจะทำเรื่องขออนุมัติเข้ามาโดยเร็ว
ตั้งแต่เข้ามาเรียนป.เอกที่นี่ น้องอิ๊ได้รับ TA/RA มาโดยตลอด ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ ทำอย่างไร สมัครอย่างไร เกี่ยวกับผลการศึกษา หรือเพราะเหตุผลอื่นครับ แล้วเขาให้อะไรเราบ้าง
อันนี้ก็แล้วแต่คะ จะว่าขึ้นอยู่กับแต่ละ Department ของโรงเรียน หรืออาจจะขึ้นอยู่กับอาจารย์ เป็นต้น ตอนที่หนูจบจาก Northwestern U. นั้น ก็สมัครไปหลายแห่งคะ แล้วก็ไป visit โรงเรียนต่างๆ เช่น MIT, U.Mass. – Amherst เป็นต้น ไปคุยกับ Professor หลายๆ ท่าน ของแต่ละที่ แล้วก็กลับไปตัดสินใจว่าเราสนใจที่จะทำงานกับอาจารย์ท่านใดมากกว่า แต่บางคนเขาอาจจะเลือกเอา U. ดังๆ มีชื่อไว้ก่อน ตอนนั้นอิ๊เลือกมาเรียนที่นี่เพราะอยากทำงานกับอาจารย์ที่ได้สัมภาษณ์เรา และเมื่อมาศึกษาก็ได้รับการช่วยเหลือในเรื่องค่าเล่าเรียน ประกันสุขภาพ และเงินเดือน จากอาจารย์ด้วยคะ
ก็เลยเลือกมา U.Penn ช่วยพูดถึง U. Penn ให้ฟังสักหน่อยครับ
ปกติแล้ว Grad.school นักเรียนจะมีโฟกัสอยู่กับการทำ research อิ๊ก็ไม่ค่อยรู้จัก Campus มากเหมือนกับตอนที่ศึกษาป.ตรีอยู่ที่ Northwestern จะรู้จักจริงๆ ก็ Department ของตัวเอง Engineering School หรือเพื่อนร่วมงานใน campus ไม่ค่อยมีกิจกรรมเท่าไร เพราะไม่ค่อยว่างเหมือนตอนเรียนตรี แต่จริงๆ แล้วที่นี่ก็มีนักเรียนไทยมากคะ กิจกรรมอื่นๆ จะเป็นรุ่นน้องๆ ที่ทำมากกว่า แต่พอถึงงานใหญ่ๆ อย่าง Thai Night ก็ไปร่วมงานด้วย
ท่านเอกอัครราชทูตไทยหลายท่านมาแล้ว มักจะพูดกับนักเรียนทุนเสมอเมื่อมีโอกาส ว่าอย่าเรียนอย่างเดียว ให้ท่องเที่ยว ให้เรียนรู้วัฒนธรรม ไปดูเมืองดูสถานที่ต่างๆ ให้มาก พูดสั้นคือให้เห็นความสำคัญของทัศนะศึกษาด้วย ก็ทราบว่าน้องอิ๊ ก็ได้ไปไหนๆ มาไม่น้อย มีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ครับ
ก็ได้ไปมาเหมือนกันคะ แต่จะเป็นช่วงป.ตรีซะมากกว่า ได้ไปยุโรป ส่วนในอเมริกานี้ ไปมาหลายแห่ง ตอนเรียนอยู่ Northwestern ก็จะนัดกับเพื่อนๆ ไปเที่ยวกันเป็นกลุ่มใหญ่ ขับรถไปที่โน่นที่นี่ ตอนเรียนตรีนั้น หลังสอบเสร็จก็เป็นช่วงพักผ่อน มันเป็นช่วงเวลาเรียนที่เราแบ่งแยกได้อย่างชัดเจน สามารถจัดเวลาได้ง่ายมากในการที่จะไปทัศนะศึกษาในช่วงพัก แต่พอเรียน Grad. แล้ว มันเป็นคนละแบบ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง งานก็จะเยอะ หาเวลาไปเที่ยวแบบนั้นไม่ค่อยได้ แต่ก็พยายามที่จะหาช่วงปิดเทอมไปเที่ยวที่ๆ ยังไม่เคยไป ก็อยากให้น้องๆ ได้ทราบไว้ว่าหาโอกาสเที่ยวทัศนะศึกษาแต่เนิ่นๆ พอเข้าเรียนในระดับสูงขึ้นจะหาเวลาค่อนข้างยากกว่า
น้องอิ๊อยู่มานาน ประสบการณ์มาก ช่วยเล่า ช่วยแชร์อะไรที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์กับรุ่นน้องๆ หน่อยครับ อย่างเช่น อะไรที่น้องๆ ควรระมัดระวังในการใช้ชีวิตศึกษาในต่างแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆ ที่เป็นหญิง
ตอนที่เริ่มเข้า Northwestern นั้น ก็จะมีรุ่นพี่ๆ คอยแนะนำ อีกทั้งโรงเรียนก็จะมีปฐมนเทศน์ ก็จะมีการพูดเรื่องความปลอดภัย การระมัดระวังตัว ให้นักเรียนได้รู้เสมอ แม้แต่ครั้งที่อยู่ Boarding school ก็จะมีเช่นกัน และยังมีเรื่อง Common sense, Emergency case การดูแลรักษาตัวเอง การระมัดระวังในเรื่องความปลอดภัย อิ๊คิดว่าเรื่องนี้คงมีสอนและพูดกันในทุกสถานศึกษาแน่ๆ เรื่อง Campus safety เป็นหนึ่งในหัวใจของการปฐมนิเทศน์ อย่างที่ Northwestern ที่อยู่มานั้น เขามี Escort service ให้นักเรียนที่ต้องกลับดึก เมื่อนักเรียนเรียนใช้บริการ Escort service คือมีเจ้าหน้าที่มารับ-ส่งเป็นเพื่อน เพื่อเราจะได้ไม่ต้องกลับคนเดียว อะไรทำนองนี้ ดังนั้น เรื่องปฐมนิเทศน์ก็จะมีความสำคัญมากสำหรับนักเรียนรุ่นน้องๆ ที่เพิ่งมาใหม่ เพราะไม่เพียแต่เรื่อง Campus safety เท่านั้นที่เราต้องรู้ แต่ยังมีเรื่องอื่นๆ ที่เราต้องเข้าใจในการที่จะใช้ชีวิตอยู่ศึกษา
สำหรับน้องๆ ที่เพิ่งมา อยากให้เก็บหนังสือเดินทางให้ดี ควรถ่ายสำเนาไว้ด้วย หากเกิดหาย สำเนาที่มีจะทำให้เรามีความสะดวกในการขอใหม่ มีเรื่องมากมายที่ต้องเรียนรู้ด้วยตัวเองไปเรื่อยๆ ในช่วงเวลาที่มาอยู่ศึกษา บางทีนึกทีเดียวไม่ออก ก็พอจะบอกกล่าวได้ในเรื่องที่นึกถึงตอนนี้คะ
แค่นี้ ก็เป็นประโยชน์แล้วครับ เห็นด้วยที่ว่ามีเรื่องอีกมากมายที่ต้องเรียนรู้ สำนักงานเราก็พยายามจะโพส เรื่องที่นักเรียนควรรู้เสมอๆ ไว้บนเวป น้องอิ๊คิดว่าอะไรเป็นสิ่งที่ดีของที่นี่ที่บ้านเรายังไม่มี หรือควรมี และในทางตรงกันข้ามด้วย อะไรที่บ้านเรามีดีและแตกต่างจากที่นี่
คงจะมีมากนะคะ แต่เอาที่นึกได้ตอนนี้ก็แล้วกัน อย่างระบบต่างๆ ที่เขาพัฒนาไปเร็วกว่าบ้านเรา เช่น high speed internet การศึกษาแบบอเมริกันที่มีส่วนร่วมในชั้น การคมนามคม และอื่นๆ อีกมาก แต่บ้านเราก็มีตามมาเรื่อยๆ สิ่งที่เห็นได้ชัดนั้น คงเป็นเรื่องผู้คนที่ถูกฝึกให้กล้ามอง กล้าพูด กล้าคิด แต่บ้านเราสอนให้เก่งในทางวิชาการ ของอเมริกาเขาจะสอนให้รู้จัดวิเคราะห์ คิดในเรื่องต่างๆ ซึ่งสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ดีมาก ที่เรายังขาดและควรให้ความสำคัญเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เพราะบางทีเด็กไทยเราเก่งแต่วิชาการ พอถึงเรื่องในชีวิตจริงที่ต้องเผชิญกับสิ่งรอบตัว ทำให้ไม่รู้ว่าจะคิดจะวิเคราะห์อย่างไร อยากให้คนไทยเรารู้จัดโตกับชีวิต รู้จักช่วยตัวเอง คิดและวิเคราะห์
ส่วนสิ่งที่ดีของบ้านเรานั้น คงเป็นเรื่องน้ำใจ ซึ่งคนอเริกันไม่สามารถสู้เราได้ คงไม่ต้องอธิบายมากในเรื่องนี้ วัฒนธรรมไทยของเรา พวกเราคงซาบซึ้งกันดีอยู่แล้ว
อีกคำถามก่อนจบนะครับ อยากให้บอกทิปน้องๆ ในการศึกษาหน่อยครับ
มาเรียนที่นี่ ต้องกล้า Participate คะ อย่าอาย ตอบผิดก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ไม่เป็นไรเลย เขาต้องการเห็นเราร่วมแสดงความคิดเห็น อยากรู้ว่าเราคิดอย่างไร นั่นคือหลักและหัวใจของการเรียนแบบอเมริกัน น้องๆ Prep school ที่เพิ่งมาใหม่ มีโอกาสได้ฝึกฝนถึงหนึ่งปีเต็มๆ พอเข้ามหาวิทยาลัย ก็ควรจะ Participate ในชั้นทุกๆ ชั้นที่เราเข้าเรียน
วันนี้ได้อะไรที่เป็นประโยชน์หลายอย่างจากน้องอิ๊ส่งท้ายปีเก่า และต้องขอขอบคุณน้องอิ๊แทนรุ่นน้องๆ ไว้ ณ ที่นี้ หวังว่าเพื่อนๆ คงติดตาม “พบเพื่อนนักเรียนทุน” กันต่อไปในปีใหม่ 06 และหากวันใด เรามาพบกับคุณบ้าง ก็หวังเช่นกันว่า คุณคงไม่รังเกียจที่จะแบ่งปันสิ่งดีๆ ความคิด และประสบการณ์ ให้กับรุ่นน้องๆ ที่เดินตามมาในทางสายเดียวกัน สวัสดีครับ