Personal tools
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

ปกรณ์ ทองวิไล

Document Actions
Images
Pakorn THONGWILAI Pakorn THONGWILAI
U. of Toronto, Canada M-Ph.D. – Family Medicine ทุนรัฐบาลฯ ก.สาธารณสุข

สวัสดีครับ นี่เป็นครั้งแรกที่เรามาคุยกับนักเรียนทุนฯ ในประเทศแคนาดา ขอทราบเกี่ยวกับสถานศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่สักหน่อยครับ

ยินดีครับที่ทางสนร.มาสัมภาษณ์นักเรียนทุนฯในแคนาดาซึ่งถือเป็นชนกลุ่มน้อย สถาบันที่ผมศึกษาอยู่คือ University of Toronto นั้น เป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ เก่าแก่ และมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของแคนาดา (อันดับหนึ่ง ในประเภท Medical Doctoral จากการจัดอันดับของนิตยสาร MaCleans) U of T ก่อตั้ง ตั้งแต่ปีค.ศ.1827  ตัวมหาวิทยาลัยประกอบด้วย 3 campus ตั้งอยู่ใน downtown Toronto 1 แห่ง กับอยู่ชานเมืองอีก 2 แห่ง รวมทั้งมีโรงพยาบาลที่affiliate กับ U. ทั้งหมด 9 แห่ง (ตรงนี้ต่างจากบ้านเรา ซึ่งโดยมากโรงเรียนแพทย์มักจะมีโรงพยาบาลที่เป็นสถาบันหลักเพียงแห่งเดียว) ปีการศึกษานี้มีนักศึกษาทั้งหมด 6 หมื่น 7 พันกว่าคน มีนักเรียนต่างชาติ 6 พัน 1 ร้อยกว่าคน จากกว่า140 ประเทศ มากที่สุด 3 อันดับแรกคือ จีน USA และเกาหลีใต้ ตามลำดับ

 

เกี่ยวกับสาขาที่มาศึกษานี่ ช่วยเล่าให้ฟังคร่าวๆ หน่อยครับ และอยากทราบถึง Requirement ของสถานศึกษาพร้อมทั้งปัญหาการศึกษาที่อาจจะมีที่ U. of Toronto นี้

โดยทั่วไปผู้ที่มีวิชาชีพแพทย์จะศึกษาต่อเพื่อให้ได้วุฒิบัตร ไม่ว่าจะเป็นสาขาเฉพาะทางหรือเวชศาสตร์ครอบครัว (family medicine) รวมทั้งอาจจะต่อยอดลึกลงไปอีกเป็น subspecialty แพทย์ที่ศึกษาต่อในระดับปริญญาโทคงไม่มีให้เห็นบ่อยนัก โปรแกรมที่ผมศึกษานี่เป็นคล้ายกับการศึกษาต่อเนื่อง (continuing medical education) ที่มีจุดมุ่งหมายที่จะพัฒนาแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว (family physician) ให้มีทักษะทางการเรียนการสอน ซึ่งก็ตรงกับความต้องการของโครงการร่วมผลิตแพทย์เพิ่มเพื่อชาวชนบทซึ่งเป็นต้นสังกัดพอดี คือกลับไปต้องไปทำหน้าที่ในด้านการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตแพทย์และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งบ้านเรายังขาดแคลนแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัวและผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่จะสอนวิชานี้อยู่มาก

เนื่องจากเป็นการเรียนในระดับปริญญาโท เกณฑ์การรับเข้าศึกษาจะอิงกับทางบัณฑิตวิทยาลัย ซึ่งคอนข้างเข้มงวด คือต้องได้เกรดเฉลี่ยในปีสุดท้ายของการศึกษาในระดับปริญญาตรีไม่ต่ำกว่า mid-B และต้องได้คะแนน TOEFL-CBT อย่างน้อย 237 (Paper-Based Total - PBT 580) และ TWE อย่างน้อย 5.0 สาขาวิชาที่ผมเรียนไม่มีวิทยานิพนท์ มีแต่ course work ซึ่งต้องเก็บให้ครบ20 half credits

 

อยู่แคนาดา แต่ได้รับค่าใช้จ่ายเท่านักเรียนทุนฯ ในสหรัฐฯ อเมริกา มีข้อดีหรือไม่ดีอย่างไรระหว่างสองประเทศนี้ครับ

เรื่องค่าใช้จ่ายเป็นปัญหาค่อนมากสำหรับนทร.ในแคนาดาครับ เพราะถึงแม้ค่าครองชีพจะถูกว่าในสหรัฐเล็กน้อย แต่ปัญหาคือ เราได้รับเงินเดือนเป็น US$ ซึ่งแน่นอนจำนวนเงินที่เราได้จะขึ้นอยู่กับอัตราแลกเปลี่ยน US$-C$ ทำให้รายได้ไม่แน่นอน มีความผันผวนอย่างมาก และแนวโน้มเป็นไปในทางขาลง ทุกวันนี้ผมได้เงินเดือนเป็น C$ ลดลงจากตอนที่มาใหม่ๆ ถึงประมาณ100-200 C$ ตรงนี้คงต้องฝากน้องๆ ที่จะมาเรียนที่แคนาดาเตรียมรับมือให้ดี แต่ผมคิดว่าถ้าจะให้ดี ทางสนร.และกพ.น่าจะมีมาตรการในการขจัดหรือลดปัญหาจากความผันผวนของค่าเงินของนทร.ในแคนาดาครับ

 

คุณปกรณ์เป็นนายแพทย์ก่อนเดินทางมาศึกษาต่อ อาจจะได้เปรียบนักเรียนท่านอื่นๆ ในการดูแลสุขภาพของครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อยากทราบเกี่ยวกับการนำครอบครัวมาอยู่ด้วยระหว่างศึกษา ว่ามีอะไรที่นักเรียนทุนฯ ควรทราบ หากมีครอบครัวมาด้วย ทั้งข้อดีข้อเสีย มีสิ่งใดที่พอจะแนะนำได้บ้างครับ ในการใช้ชีวิตครอบครัวศึกษาในต่างแดน

การพาครอบครัวมาด้วย ย่อมต้องมีเรื่องต้องคิดพิจารณาเพิ่มขึ้นอีกมาก ที่ U of T นี่เขาบังคับให้นักเรียนและครอบครัวซื้อประกันสุขภาพที่เรียกว่า UHIP ซึ่งก็มีสิทธิประโยชน์เทียบเท่ากับ OHIP ของคนที่นี่ ต่างกันตรงที่เราต้องซื้อ ในขณะที่ชาว Ontarian เขาได้ฟรี ราคาก็ง่ายๆ ครอบครัวผม3คน ก็คูณ3 :( (แต่ครอบครัวที่>3คนก็จ่ายเท่านี้) แต่ตรงนี้ผมกลับเห็นด้วยกับการบังคับทำประกันสุขภาพของครอบครัวและยินดีที่จะจ่าย เพราะค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลแพงมาก โดยเฉพาะถ้ามีเด็กหรือคนสูงอายุ (ถ้าพาพ่อแม่มา) ซึ่งมีโอกาสป่วยและใช้บริการสุขภาพบ่อยอยู่แล้ว ส่วนค่ากินอยู่ก็เพิ่มขึ้นกว่าอยู่คนเดียว แต่ก็ไม่มาก ไม่ใช่คูณ 2 หรือคูณ 3 อย่างผมอยู่กับภรรยาและลูก 1 คน ค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 50% เท่านั้น (ไม่นับค่าเช่าที่พัก ซึ่งอาจลดลงได้มากพอสมควรถ้าอยู่คนเดียว)

 

แน่นอนครับ คนเป็นแพทย์ ยามตัวเองหรือครอบครัวเจ็บป่วย ก็ช่วยเหลือตัวเองได้มาก แต่ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวที่ไม่มีแพทย์จะอยู่ไม่ได้ กรณีเจ็บป่วยทั่วไป ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหา อาจต้องพักเรียนเพื่อดูแลบุตรยามเจ็บป่วยบ้าง แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ ไม่มีผลต่อการเรียน แต่ถ้าเจ็บป่วยเรื้อรัง อันนี้คงมีปัญหาเหมือนกัน อย่างไรก็ตามกรณีแบบนี้คงไม่เกิดขึ้นบ่อย ผมยังให้ความสำคัญกับการอยู่ร่วมกันเป็นครอบครัวมากกว่า แล้วที่นี่เค้ามี resources สำหรับครอบครัวและเด็กดีมากๆ เช่น สนามเด็กเล่น drop-in center ห้องสมุดประชาชน และอื่นๆ รวมทั้งกิจกรรมต่างๆสำหรับครอบครัวและเด็กๆ รายการทีวีสำหรับเด็กก็ดีกว่าที่บ้านเรามาก สรุปว่าถ้ามีครอบครัวมาก็พยายามหาและไปใช้ทรัพยากรเหล่านี้ให้เป็นประโยชน์ มีทั้งในและนอก campus  แต่แน่นอนมาอยู่กับครอบครัว ค่าใช้จ่ายย่อมสูงกว่าอยู่คนเดียว คนที่จะพาครอบครัวมาคงต้องเตรียมเงินส่วนตัวมามากพอควร ถ้าสามีหรือภรรยาได้ทุนเรียนด้วยหรือทำงานมีรายได้ ก็จะแบ่งเบาภาระทางการเงินได้มาก แต่นั่นหมายความว่าต้องส่งลูกไปโรงเรียนหรือdaycare (แล้วแต่อายุ) ถ้าเป็น daycare ก็จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นมาก แต่ผมมองว่าได้ประโยชน์ในแง่ภาษา การเข้าสังคม วินัย และเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อไปเข้าโรงเรียนต่อที่เมืองไทย  เพราะถ้าอยู่เมืองไทยก็ต้องเริ่มไปโรงเรียนแล้ว (ลูกสาวอายุ 3 ขวบกว่า) ผมก็เลยยอมลงทุนตรงนี้

 

U. of Toronto มีนักเรียนไทยมากไหมครับ และมีกิจกรรมหรือการติดต่อช่วยเหลือกันอย่างไรบ้างครับ

ผมไม่แน่ใจว่าทั้งหมดจะมีสักเท่าไหร่ แต่เท่าที่เคยเจอก็มีซัก 20-30คน น้องๆ เขาจัดตั้ง Thai Students’ Association กัน มี website เป็นเรื่องเป็นราว มี Yahoo Group ไว้เป็น channel ติดต่อกัน มีการพบปะสังสรรค์เป็นกลุ่มใหญ่เป็นบางโอกาส แล้วก็จะมีกลุ่มหมออีกส่วนหนึ่งที่เจอกันเป็นครั้งคราว ส่วนภาควิชาผม ตอนนี้มีนักเรียนไทย 5 คน มากที่สุดในบรรดาคนที่ไม่ใช่ Canadian

 

คุณปกรณ์ยังจะต้องศึกษาอีกนานเท่าไรจึงจะสำเร็จตามโครงการครับ เมื่อสำเร็จแล้ว จะกลับไปรับราชการในหน่วยงานเดิมหรือที่ไหนอย่างไรครับ

ผมจะจบการศึกษาสิ้นปีนี้ครับ (คงไม่ต่อป.เอก เพราะไม่มีสาขาวิชาตรงให้เรียน) เดิมทำงานอยู่โรงพยาบาลอำเภอภาชี จ.อยุธยา เมื่อสำเร็จการศึกษาต้องกลับไปใช้ทุนทำงานกับโรงพยาบาลศูนย์ซึ่งมีการเรียนการสอนแพทย์ ซึ่งหลังจากได้รับทุนได้มีการจัดสรรกันแล้ว และผมเลือกไปอยู่ รพศ.มหาราช นครราชสีมา ตำแหน่งก็ย้ายไปที่นั่นตั้งแต่ก่อนจะมาแล้ว

 

ต้องมาศึกษาเป็นระยะเวลายาวพอสมควร จะกลับเยี่ยมบ้านทั้งครอบครัวแต่ละครั้ง คงมีค่าใช้จ่ายสูง อยากทราบว่ากลับเยี่ยมบ้านบ่อยไหมครับ หรือมีวิธีการอย่างไรที่จะเป็นเกร็ดให้เพื่อนนักเรียนทุนฯ ท่านอื่นๆ ที่มีครอบครัวได้ทราบ

ผมยังไม่เคยกลับไปเยี่ยมบ้านที่เมืองไทย และไม่มีแผนจะไปจนกว่าจะจบ เพราะครอบครัวตัวเองก็อยู่ที่นี่ และการใช้ชีวิตครอบครัวที่นี่ก็มีค่าใช้จ่ายสูงอย่างที่ว่าไปแล้ว ผมคงไม่ใช้เงินไปกับการเดินทางกลับบ้าน แต่ใช้วิธีโทรศัพท์กลับบ้านบ่อยๆ โชคดีที่ว่าค่าโทรศัพท์ถูกมากถ้าใช้ card phone อย่างเวลาปกติก็จะโทร.เดือนละครั้งเป็นอย่างน้อย และเวลามีเทศกาลที่เมืองไทย (ควรมีปฏิทินเมืองไทยไว้ดูที่นี่) ถ้ามีเหตุจำเป็น ก็โทร.บ่อยหน่อย อย่างเช่นเดือนที่แล้ว พ่อผมประสบอุบัติเหตุรุนแรง ก็เกือบจะบินกลับแล้ว แต่อาการดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เลยตัดสินใจไม่กลับ แต่โทร.ไปคุยกับหมอที่ดูแลและญาติพี่น้อง รวมแล้ววันละหลายรอบ เป็นต้น

 

เราทราบดีว่า มีนักเรียนหลายท่านทำงานไปพร้อมๆ กับการศึกษา อาจจะทำ TA/RA หรือทำงานอื่นๆ เพื่อจะได้มีทุนเพิ่มเติม หรือได้ช่วยค่าเล่าเรียน  คุณปกรณ์ ทำงานด้วยหรือเปล่าครับ หากทำ ทำอะไร ช่วยเล่าให้ฟังหน่อยครับ

ตัวผมเองไม่ได้ทำงาน แต่ภรรยาซึ่งเป็นเภสัชกรและลาออกจากราชการเพื่อมาดูแลลูกที่นี่ด้วยกัน อยู่ว่างๆ หลังส่งลูกไป daycare ก็เลยทำงานที่ร้านกาแฟ Tim Hortons เพื่อมาช่วยค่าใช้จ่ายของครอบครัวรวมทั้งค่า daycare ของลูก แต่คงทำอีกสัก3-4เดือน ก็คงเลิก เพราะคงทำเท่าที่จำเป็นเท่านั้น

 

สำหรับข้อสุดท้ายนี้ เราก็เปิดให้อิสระที่คุณปกรณ์อยากจะแนะนำ หรือฝากเกร็ดดีๆ สำหรับเพื่อนักเรียนทุนฯ ด้วยกัน หรือรุ่นน้องๆ ที่กำลังจะตามมาศึกษากันในวันข้างหน้า  ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการศึกษา การใช้ชีวิต ฯลฯ ที่จะเป็นประโยชน์กับเพื่อนนักเรียนฯ ด้วยกัน

คงไม่มีอะไร นอกจากอยาก encourage ให้คนที่มีครอบครัวพาครอบครัวมาด้วยถ้าทำได้ ถ้าหาทุนมาเรียนได้ด้วยก็จะยิ่งดี ถ้าไม่ได้ผมก็ยังคิดว่ามาอยู่ด้วยกันดีกว่าแยกกันอยู่ คือมีเพื่อนไว้อุ่นใจ ไม่เหงา เวลาเบื่อๆ ก็เล่นกับลูกได้ แล้วเด็กเค้าคงไม่อยากจากพ่อหรือแม่นานๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก ถึงแม้จะทำให้เรามีภาระเพิ่มขึ้น แต่ถ้าแบ่งเวลาดีๆ วางแผนดีๆ ก็จะไม่มีปัญหาครับ

 

ขอขอบคุณคุณปกรณ์เป็นอย่างมากครับที่ได้มาคุยกับ “เพื่อนนักเรียนทุน” ในครั้งนี้ เราหวังว่าการคุยของเราคงจะให้สิ่งที่ดีบางอย่างกับเพื่อนๆ และก็อย่าลืมติดตามพบกับเพื่อนๆ ท่านอื่นๆ ต่อไปนะครับ


by OEA last modified 2005-10-05 15:12

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2012 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239