อำภาพรรณ ตัณฑ์ไพบูลย์ (หนิง)
อำภาพรรณ ตัณฑ์ไพบูลย์ (หนิง)
Gallaudet U., Washington, D.C.
MS – Deaf Education
ทุนรัฐบาลฯ ก.พ.
สวัสดีครับ ครั้งนี้ เราพบเพื่อนใหม่ เพิ่งมาได้ไม่ถึงเดือน เธอแตกต่างจากนักเรียนทุนฯ ส่วนใหญ่ เพราะเธอเป็นเพียง 1 ใน 6 นักเรียนทุนพิการทางการได้ยิน ซึ่งมาศึกษาในสหรัฐฯ และในอนาคตก็คงจะมีนักเรียนทุนด้านนี้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เรามีโอกาสได้ใช้เวลาคุยและสัมภาษณ์น้องหนิง เพราะเธอได้มาพักกับเราที่หอพักสนร. เนื่องจากหอพักของสถานศึกษายังไม่เปิดให้เข้า
สวัสดีครับ ช่วยเล่าเกี่ยวกับประวัติการศึกษาของน้องหนิงก่อนมาศึกษาต่อที่นี่หน่อยครับ
เรียนอนุบาลจนถึงป.2 ที่โรงเรียนวัดไทรศึกษา นครปฐม แล้วก็เข้าไปต่อป.2 จนถึงม.6 ที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร กรุงเทพฯ จากนั้น ปี 1-4 ก็ไปต่อที่วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล สาขาภาษาศาสตร์ เกี่ยวกับภาษามือ และการศึกษาสำหรับคนหูหนวกคะ
ได้รับทุนนี้ อยากทราบว่ามีขั้นตอนอย่างไรครับ ได้รับคัดเลือกมาเลยหรือต้องไปสอบแข่งกับผู้อื่น และทราบได้อย่างไรว่ามีทุนคนพิการทางการได้ยินนี้ครับ
ทราบเรื่องทุนนี้จากเพื่อนบ้าน หลานชื่อสุบินที่ดูประกาศข่าวของก.พ. ทางอินเตอร์เนตให้น้องคะ และอาจารย์ของน้อง ดร.มลิวัลย์ฯ ที่โรงเรียนเศรษฐเสถียร ซึ่งจบจาก Gallaudet U.
คงไม่ใช่แค่โชคอย่างเดียวหรอกครับ เตรียมพร้อมมาขนาดนั้น ต้องมีความเก่งเป็นที่หนึ่งใน 30 แหละครับ จึงได้มาที่นี่ ความจริงเรามีรุ่นพี่ของน้องหนิงมาก่อน 2-3 รุ่นแล้ว ขณะนี้มีศึกษาอยู่ทั้ง Gallaudet และRochester Inst. Of Tech. รวม 5 คน น้องหนิงเป็นคนที่ 6 เราจึงทราบว่าเพื่อนๆ ทุนเดียวกันนี้ เขามีเครื่องช่วยฟังหรืออุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่นๆ ใช้กัน แล้วน้องหนิงมีอุปกรณ์พิเศษจำพวกนั้นมาด้วยหรือไม่ครับ
ก็ขอเล่าให้ฟังนิดหน่อยนะคะ เมื่อตอนเด็กๆ ช่วง ป.1-ป.6 น้องใช้เครื่องฟังมาตลอด แต่พอเริ่ม ม.1-ม.3 ก็เลิก ไม่ได้ใช้ เพราะมันทำให้น้องเจ็บหูมาก แต่พอ ม.4 เป็นต้นไป ก็กลับมาใช้อีก เพราะมันเป็นสิ่งจำเป็นคะ และอีกอย่าง คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องการให้น้องใช้เพื่อจะได้สื่อสารการเข้าใจง่ายขึ้น
อ้าว....แล้วทำไมน้องหนิงไม่เอามาใช้คุยกับพี่หละ เนี่ยเราต้องใช้เขียนแลกเปลี่ยนคำถามคำตอบกันนานเลยนะ สรุปว่าตอนนี้มีหรือไม่มีหละครับ หากไม่มีจะทำเรื่องขออนุมัติซื้อไหม ทำเรื่องขอมาสิ
น้องมีแล้วคะ ก.พ.ซื้อให้แล้ว ก่อนเดินทางมาคะ
ถึงแม้จะเรียน Deaf Education ก็ตาม ก็ต้องมีการเรียนภาษาอังกฤษด้วย คือ Sign Language (SL) ซึ่งมี SL หลายภาษา ที่ทราบก็เพราะพี่เคยสัมภาษณ์รุ่นพี่ๆ ของเธอมาก่อน แต่อยากให้น้องหนิงอธิบายให้เพื่อนๆ ฟังกันสักหน่อยเรื่อง SL
ภาษามือไทย หรือ Thai Sign Language (TSL) กับภาษามืออเมริกัน หรือ American Sign Language (ASL) ไม่เพียงแต่จะแตกต่างกันในการทำสัญญลักษณ์มือ แต่ยังสามารถบอกถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมอีกด้วย การสื่อสารของคนหูหนวกด้วยกัน สัญญลักษณ์มือเปรียบเสมือนปากที่คนปกติพูด เมื่อมีการพูดหลากภาษา การให้สัญญาณมือก็จึงมีหลากหลายภาษาเช่นกัน น้องจึงต้องเรียน ASL เพื่อเป็นการสื่อสารในภาษาอังกฤษ บางทีน้องก็อ่านริมฝีปากได้ แต่ก็ยังคงอ่านริมฝีปากคนที่พูดภาษาไทย นี่ก็เป็นอีกอย่างที่น้องต้องฝึก – อ่านริมฝีปากคนพูดภาษาอังกฤษ
โปรแกรมที่มาศึกษานี้ต้องใช้เวลานานเท่าไรครับ
พูดตามตรงเลยนะคะ น้องยังไม่ค่อยเก่งภาษาอังกฤษคะ แล้วโรงเรียนเขาก็บังคับเรื่องภาษาด้วย ครูที่สอนภาษาอังกฤษเรามาก็เพียงช่วง ม.1-6 จากนั้นเราต้องอ่านต้องศึกษาเอง ถ้าภาษาอังกฤษดี ก็คงใช้เวลาประมาณ 2 ปี แต่ถ้าไม่ดีก็อาจต้องใช้ถึง 3-4 ปี เพราะกว่าจะผ่านภาษาอังกฤษภาคบังคับก็ใช้เวลาช่วงหนึ่งคะ
เมื่อถึงเวลาที่สำเร็จกลับไป ต้องไปทำงานที่ไหนครับ เคยทำงานมาก่อนด้วยหรือเปล่า
น้องเคยฝึกปฏิบัติที่โรงเรียนสอนคนหูหนวกที่นครปฐม ที่อุดรธานี ฝึกอบรมที่โรงเรียนสอนการละครภัทราวดี สนุกมากๆ ดีที่สุดเลยคะสำหรับที่นี่ จากนั้นก็ได้ทำงานจริงๆ 1 ปี น้องเป็นอาจารย์สอนภาษามือไทยและภาษาไทย วิทยาศาสตร์ ที่โรงเรียนโสตศึกษา กาญจนบุรี และก่อนมาเดือนสุดท้าย (พฤษภาคม) ก็กำลังสอนเด็ก พอได้ทราบว่าได้ทุน น้องก็ลาออกจากงานที่โรงเรียนกาญจนบุรี เมื่อ 31 พฤษภาคม 48 ตอนนั้นเงินเดือนสุดท้าย 7,380 บาท นักเรียนต่างเสียดาย เพราะพวกเขารักน้องมากไม่อยากให้น้องลาออก
ส่วนเมื่อจบแล้วจะไปทำงานที่ไหนนั้น ยังไม่ทราบคะ ยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ก็คงไม่หนีสถานศึกษาเดิมๆ ที่เคยเรียนจบมา โรงเรียนเศรษฐเสถียร มหาสถาบันราฎดุสิต หรืออยากทำจริงๆ ก็ที่สนร.ที่แหละคะ
ฮืม....ที่สนร.ดี ซี นี่นะ........ทำไมหละครับ ไหนลองขยายความหน่อย
น้องเห็นว่าที่สนร.นี่ เราไม่มีคนหูหนวกทำงาน และอีกหน่อยก็จะมีนักเรียนอย่างน้องเนี่ยมาเพิ่มมากขึ้นในอนาคต หากเรามีผู้สามารถสื่อสารภาษามือได้เป็นอย่างดี ก็จะช่วยได้มาก ทั้งติดต่อนักเรียนและสถานศึกษา คอยให้คำแนะนำรุ่นน้อง ก็จะเป็นการแบ่งเบาและช่วยงานสนร.ได้มากคะ
แหม...เข้าท่า...คิดใหม่ ทำใหม่...นี่เด็ก ทรท. หรือเปล่าเนี่ย ตอนใกล้จบก็ลองทำเรื่องขอฝึกงานที่สนร.มาสิครับ ท่านอัครราชทูตที่ปรึกษาคงจะได้อ่านอยู่ด้วยนะครับ
น้องอยากทำงานที่นี่จริงๆ นะคะ ส่วนหนึ่งก็จะได้ประสบการณ์ อีกส่วนก็จะได้คอยช่วยเหลือรุ่นน้อง ให้คำแนะนำ พาไปสถานที่ต่างๆ ที่คนหูหนวกควรทราบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการดำรงชีวิตอยู่ในต่างแดนสำหรับคนหูหนวกรุ่นน้องๆ หากได้มีรุ่นพี่คอยช่วยเหลือ ก็จะรู้สึกอบอุ่นมากคะ
ในฐานะที่เป็นนักเรียนใหม่ มาอยู่ในต่างแดน บรรยากาศที่ไม่คุ้นเคย ต่างภาษาและวัฒนธรรม รู้สึกอย่างไรครับ เหงาไหม คิดถึงบ้านไหม กลัวไหม อธิบายให้ฟังหน่อยครับ
ไม่กลัวแล้วคะ เราโตแล้ว รู้จักรับผิดชอบ มีกำลังใจที่ดี ตั้งใจจะมาต่อสู้อย่างเต็มที่อยู่ตั้งแต่แรกแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือตักตวงเอาประสบการณ์ให้มากที่สุด ถ้ายามเหงา เราก็หาหนทางแก้ไข ซึ่งสำหรับน้อง ก็คือการทำสมาธิเพื่อความสงบ และสมัยนี้มีอินเตอร์เนต ซึ่งก็ถือเป็นเครื่องมือคลายเหงาอีกอย่าง ได้ติดต่อเพื่อนๆ และทางบ้าน วัฒนธรรมและภาษาที่เป็นของใหม่สำหรับเรา เราก็พร้อมที่จะปรับตัว อยากรู้ อยากศึกษาอยู่แล้ว เพื่อต่อไปวันข้างหน้า เราจะต้องถ่ายทอดและแนะนำรุ่นน้อง พาไปทานข้าว และคอยช่วยเหลือในทุกๆ เรื่องคะ
เคยออกต่างประเทศบ่อยไหมครับ ไปที่ไหนมาบ้าง
ที่ไปมาก็มี อังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ที่ได้ไปหลายๆ แห่งนั้น ก็เกี่ยวข้องกับสมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนเศรษฐเสถียรและสมาคมหูหนวกแห่งประเทศไทย ชุมชน วิทยาลัยราชสุดา มหาวิทยาลัยมหิดล และโรงเรียนที่ทำงานเกี่ยวข้องอยู่ ไปพบเพื่อนๆ ที่หูหนวกและใช้ภาษามือในที่ต่างๆ ได้เรียนรู้มากมายเลยอย่างคะ
แล้วตอนนี้ติดต่อทางบ้านอย่างไรครับ อินเตอร์เนต จดหมาย ฯลฯ
คุณพ่อคุณแม่ใช้เนตไม่เป็นหรอกคะ ก็ติดต่อผ่านพี่น้องและเพื่อน แล้วก็ไปบอกเล่าให้พ่อแม่ต่อ
ขณะนี้พักอยู่หอพักสนร. อาจจะคุยกับพี่ที่นี่เมื่อยมือหน่อย แต่เดี๋ยวพอไปอยู่หอพักโรงเรียนก็จะได้เจอเพื่อนๆ ที่คุยกันสะดวกด้วยภาษามือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรามีนักเรียนทุนรัฐบาลฯ อีก 3 คน คงคลายเหงา และได้รับการช่วยเหลือแนะนำต่างๆ อีกมาก อยากจะติดต่อเพื่อนๆ ทั้ง 3 ก่อนไหมจะได้รู้จักกันก่อนเจอกัน
รู้จักกันแล้วคะ ความจริงรู้จักและเจอกันตั้งแต่ก่อนมาด้วยซ้ำ เพราะได้เคยนัดพบกันทั้ง 3 คน พี่ประพีร์พาไปเลี้ยงด้วยทั้งตอนอยู่ที่กรุงเทพฯ และตอนที่น้องทำบุญบ้านที่นครชัยศรีก็มีเพื่อนๆ จากม.กาลาเดทไปหลายคน ที่ได้พบกันก็เพราะม.กาลาเดทเขามีจัดโปรแกรมมาพบปะกันในเมืองไทย (แล้วน้องหนิงก็นำอัลบั้มมาอวดเราชมมากมาย) ยังได้รู้จักเพื่อนๆ ชาวอเมริกันเพิ่มอีกด้วยคะ
ครับ ครั้งนี้ได้ความรู้ใหม่จากน้องหนิงมาฝากเพื่อนๆ กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้องๆ ที่กำลังจะตามรอยน้องหนิงมาในอนาคต หากได้อ่านได้ทราบ ก็คงมีหลายอย่างที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้พิการทางการได้ยิน
แล้วพบกันใหม่พับเพื่อนๆ ท่านอื่นต่อไป ครั้งหน้าก็จะนำน้องๆ Prep 48 ที่เพิ่งมากันในรุ่นปีนี้จาก Brewster สัก 2-3 รายมาพบกับเพื่อนๆ นะครับ สวัสดี