Personal tools
คุณอยู่ที่นี่: หน้าหลัก นักเรียนทุนและข้าราชการลาศึกษา สัมภาษณ์พิเศษ อลงกรณ์ เหล่างาม
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

อลงกรณ์ เหล่างาม

Document Actions
Images
อทป.อลงกรณ์ เหล่างาม อทป.อลงกรณ์ เหล่างาม
อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)


ครั้งนี้  สนร.ขอแนะนำอัครราชทูตที่ปรึกษา (อทป) ฝ่ายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคนใหม่ที่เพิ่งมาประจำสำนักงานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สถานทูตไทย ในกรุงวอชิงตัน อทป.อลงกรณ์ เหล่างาม อดีตนักเรียนทุนรัฐบาลฯ กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

 

ขออนุญาต อทป.ช่วยเล่าความเป็นมาตั้งแต่เริ่มรับทุน (เป็นนร.ทุน) และเข้ารับราชการจนถึงปัจจุบัน ให้เพื่อนๆ นักเรียนทุนได้ทราบกันหน่อยครับ

ในช่วงปี 2540 ผมรับราชการในศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยี (ปัจจุบันคือสำนักส่งเสริมและถ่ายทอดเทคโนโลยี) สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน มีหน้าที่ประสานความร่วมมือในการถ่ายทอดเทคโนโลยีระหว่างประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ  ระหว่างทำงานผมต้องศึกษาแนวคิดการบริหารจัดการและถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งจากผู้บังคับบัญชาและจากเอกสารต่างๆ  เข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างเนื่องจากผมสำเร็จการศึกษาปริญญาโทในสาขาอื่นจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และทำให้เสนอแนวทางการพัฒนาการทำงานต่อผู้บังคับบัญชาได้ไม่ลึกซึ้ง  ประกอบกับช่วงดังกล่าวมีการประกาศให้รับสมัครทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประเภทการพัฒนาข้าราชการ  ในสาขาการบริหารจัดการเทคโนโลยี  จึงทำให้ผมเกิดตัดสินใจสมัครเข้ารับทุนดังกล่าว  ซึ่งคณะกรรมการได้พิจารณาให้ทุนการศึกษาแก่ผม   และผมได้ไปศึกษาต่อในระดับปริญญาโท ( Master of Science) ในสาขา Technical Change and Industrial Strategy ณ Institute of Policy Research  in Science, Technology and Engineering, University of Manchester  ประเทศอังกฤษ  ซึ่งหลังจากประกาศผลการรับทุนผมสามารถเดินทางไปศึกษาต่อได้ภายในสามเดือนเนื่องจากที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ปฏิบัติงานที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการอ่านและเขียนเพื่อเสนอผู้บังคับบัญชาและพยายามศึกษาภาษาอังกฤษจากสื่อต่างๆ มาโดยตลอด 

 

ผมคิดว่าการเป็นนักเรียนทุนฯ เป็นโอกาสที่ดีของชีวิต  เนื่องจากเป็นการเปิดโลกทรรศน์ทั้งการเรียนและการทำงาน   และสิ่งที่พวกเรานักเรียนทุนรุ่นเก่าๆ พูดคุยและยึดมั่นเสมอมาก็คือ  เราพยายามกลับไปทำงานเพื่อสร้างความเจริญให้องค์กรที่ให้ทุนและประเทศไทยครับ  ซึ่งที่ผ่านมาหลายๆ ท่านก็ได้ปฏิบัติงานที่สามารถสร้างผลกระทบต่อสังคมและสร้างความก้าวหน้าแก่หน่วยงานของตนมาแล้ว   titute of Policy Reasearch

 

อทป.เป็นนร.ทุนมาก่อน คงเข้าใจถึงความเป็นอยู่ เห็นภาพของนร.ทุนได้อย่างดี อทป.คิดว่าในสมัยที่อทป.เป็นนร.ทุน กับสมัยนี้ นร.มีความเป็นอยู่ ความสะดวกสบาย ความลำบาก และในเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเป็นนร.ทุน นั้น มีความแตกต่างหรือเหมือนกันอย่างไรครับ

ในช่วงนั้น เป็นช่วงที่รัฐบาลกำลังประสบปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจ  ค่าเงินบาทลดแต่ค่าเงินปอนด์สูง หลายประเทศในเอเชียต้องมีคำสั่งให้นักเรียนทุนของตนเดินทางกลับ  แต่รัฐบาลไทยมองเห็นการณ์ไกลใน เรื่องการพัฒนากำลังคนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ได้มีมติให้สนับสนุนนักเรียนที่กำลังเรียนอยู่ในต่างประเทศต่อไป แต่ระงับการส่งนักเรียนทุนเพิ่มโดยให้เรียนในประเทศแทน  อย่างไรก็ดี บุคคลที่มีส่วนสำคัญในการต่อสู้และพยายามให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของโครงการนักเรียนทุนรัฐบาลด้านวิทยาศาสตร์ฯ ก็คือ ดร.หริส สูตะบุตร ซึ่งท่านเป็นผู้บริหารคนหนึ่งของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติและกรรมการพิจารณาทุนฯ  

 

การเป็นนักเรียนทุนในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ  ถึงแม้จะถูกลดเงินเดือนก็ไม่ลำบากมากเนื่องจากเรากินอยู่อย่างพอประมาณแบบไทยๆ  และสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนของ กพ. ได้เข้ามาดูแลไต่ถามทุกข์สุขของพวกเราโดยตลอด

ตลอดเวลาที่ผมกำลังศึกษาอยู่ ผมมีโอกาสคลุกคลีกับน้องๆ นักเรียนทุนฯ ทั้งของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และหน่วยงานอื่นๆ  ทำให้ทราบถึงความยากลำบากของคนที่เรียนในสาขาวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องมีการทดลองในห้องปฏิบัติการ  การประสบความล้มเหลวในการทดลอง  ปัญหาการสื่อสารกับอาจารย์ที่ปรึกษา การปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของประเทศที่มาศึกษา  ตลอดจนปัญหาทางจิตใจที่ต้องต่อสู้อุปสรรคต่างๆในการเรียนและการดำรงชีวิต  ทำให้หลายคนต้องเดินทางกลับกลางคัน  ซึ่งผมคิดว่าปัญหาดังกล่าวก็คงจะไม่แตกต่างกับน้องๆ ในปัจจุบัน    ซึ่งในความคิดของผมสิ่งที่จะทำให้เราประสบความสำเร็จในการเรียนและการใช้ชีวิตการเป็นนักเรียนในต่างประเทศ ก็คือ 

1)  การควบคุมดูแลไม่ให้เรา “จิตตก” (ภาษาวัยรุ่นสมัยนี้)  พยายามคิดว่าปัญหาทุกปัญหาต้องมีทางออก  และพยายามสนุกสนานกับการเรียนรู้สภาพแวดล้อมใหม่ที่เรากำลังเป็นอยู่  รวมถึงพยายามพูดคุยกับอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อเล่าปัญหา  ต่อรองร้องขอเพื่อให้เราบรรลุเป้าหมายทางการเรียน

2)  มีสิ่งดีที่ผมสังเกตเห็นจากเพื่อนนักเรียนทุนชาติอื่น เช่น เกาหลี ก็คือ เขาจะดูแลคนที่มาใหม่เป็นอย่างดี พาไปพบ

อาจารย์  แนะนำที่อยู่ที่กิน การใช้ชีวิต  รวมถึงช่องทางการเรียน และการรวมกลุ่มกันเป็นสมาคม  ซึ่งนักเรียนไทยเราในหลายมหาวิทยาลัยก็พยายามทำเช่นนี้  ซึ่งเป็นการดีในการสร้างสายสัมพันธ์เชื่อมโยงกันเมื่อกลับไปทำงานที่ประเทศไทย 

3) การมีเป้าหมายหรือกำหนดหัวข้อหรือโครงการศึกษาวิจัยเพื่อทำ theses เสียแต่เนิ่นๆ   และแสวงหาคนที่จะมาเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาของคุณเสียแต่เนิ่นๆ  สำหรับคนที่มาเรียนระดับโท-เอก  และ จะเป็นการดีถ้าหัวข้อการวิจัยนั้น สามารถตอบสนองความต้องการของหน่วยงานที่คุณจะกลับไปปฏิบัติงานด้วย

 

ทราบมาว่า อทป.มีโครงการ มีความคิด บางอย่างเกี่ยวกับนร.ทุนก.วิทย์ฯ ขอทราบเกี่ยวกับโครงการนี้สักหน่อยครับ

คงไม่ใช่โครงการ แต่เป็นการพยายามทำให้สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  ณ สถานทูตไทย กรุงวอชิงตัน  ได้เป็นช่องทางหนึ่งที่นักเรียนทุนกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  สามารถเข้ามาไต่ถามข้อมูลข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานภาพการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย   หน่วยงานที่ตนเองจะต้องกลับไปทำงาน  หรือบุคคลที่ต้องการติดต่อในกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  หรือให้ข้อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาการวิจัย และพัฒนานอกเหนือจากที่ได้ประสานกับสำนักงานผู้ดูแลนักเรียน  ของสำนักงานก.พ. ณ กรุงวอชิงตัน   อยากให้สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เป็นอีกที่หนึ่งที่เวลาคุณมีปัญหาคุณสามารถขอคำปรึกษาได้  โดยอาจโทรมาที่  202 -944-5200  หรือ e-mail: ostc@thaiembdc.org 

นอกจากนี้ สำนักงานที่ปรึกษาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  จะเป็นสื่อกลางให้นักเรียนทุนฯ ทราบถึงแนวโน้มการพัฒนาเทคโนโลยีของประเทศ  กิจกรรมที่คุณสามารถเข้ามามีส่วนร่วม  รวมถึงกิจกรรมของสมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  (The Association of Thai Professionals in America and Canada -ATPAC)  โดยทางwebsite: http://www.ostc.thaiembdc.org/

 

ในช่วงวาระการมาปฏิบัติงาน 3 ปีจากนี้ไป ที่อทป.มาประจำที่ดี ซี นี้ มีอะไรที่คิดจะทำร่วมกับ สนร.และนทร.ก.วิทย์ฯ บ้างครับ

ประการแรกก็คือ  การร่วมสนับสนุนกิจกรรมการดูแลนักเรียนทุนฯ และนักเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของ สนร. ดังที่กล่าวข้างต้น 

ประการที่สอง หากมีโอกาสจะเดินทางไปกับ สนร.ในการประชุมพบปะนักเรียนไทยในรัฐต่างๆ  เพื่อช่วยชี้แจงหรือแนะนำนักเรียนทุนฯ  ในเรื่องการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การกลับไปทำงานที่ประเทศไทย ฯลฯ

ประการที่สามก็คือ  พยายามจัดกิจกรรมร่วมกับ สนร.ในการให้นักเรียนทุนฯ ได้พบปะกับผู้บริหารของหน่วยงานที่ตนเองจะต้องกลับไปปฏิบัติงานครับ

ประการที่สี่  สำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ฯ จะร่วมมือกับ สนร..ในการรวบรวมข้อมูลว่า  ส่วนใหญ่นักเรียนด้านวิทยาศาสตร์เน้นการวิจัยในหัวข้ออะไร  เพราะจะทำให้ประเทศทราบว่าทิศทางที่คุณกำลังศึกษาสามารถรวมตัวเป็นเครือข่ายและเป็น  critical mass สำหรับวางแผนการพัฒนาในด้านนั้นๆ หรือไม่  ซึ่งเรื่องนี้ได้รับความร่วมมือจาก สนร.เป็นอย่างดี

 

ผมคิดว่า ความร่วมมือระหว่างสำนักงานที่ปรึกษาวิทยาศาสตร์ฯ กับ สนร. จะเป็นการบูรณาการการทำงานที่ให้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย  แต่คนที่ได้รับประโยชน์โดยตรงก็คือนักเรียนด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสหรัฐอเมริกาครับ

 

นทร.ก.วิทย์ฯ จะติดต่อสนร.ในทุกเรื่องระหว่างศึกษาในประเทศสหรัฐฯ หรือแคนาดา เพราะเป็นผู้ดูแลนักเรียนโดยครง  มีเรื่องอะไรบ้างที่ นทร.ก.วิทย์ฯ ควรติดต่อหรือขอคำปรึกษาจาก สนง.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ดี ซี ครับ

ดังที่กล่าวข้างต้น   นักเรียนทุนฯ  หรือนักเรียนที่มาเรียนในสาขาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถโทรเข้ามาขอข้อมูลด้านการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หน่วยงานหรือบุคคล  ที่สำนักงานได้โดยตรง   หรือติดต่อผ่าน สนร.ก่อน ก็ได้   เพราะเจ้าหน้าที่สนร.จะเป็นพี่เลี้ยงด่านแรกที่ดูแลคุณอยู่แล้ว

 

เป็นประจำทุกๆ ปี อเมริกาตอนเหนือ จะมีการประชุมนักวิชาการ (วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี) ในหมู่นักวิทยาศาสตร์ไทยด้วยกัน ทำอย่างไร นทร.ก.วิทย์ฯ จึงจะทราบข่าว และมีโอกาสหรือมีส่วนได้เข้าร่วมทางวิชาการนี้ครับ

สมาคมนักวิชาชีพไทยในสหรัฐอเมริกาและแคนาดา  (The Association of Thai Professionals in America and Canada -ATPAC)  จะมีการรวมตัวและมีการประชุมประจำปี โดยสลับสถานที่ประชุมระหว่างประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา   นักเรียนไทยที่สนใจสามารถสมัครมาเข้าร่วมการประชุมหรือมานำเสนอผลงานได้   สำหรับในปี 2553  จะมีการประชุมที่กรุงเทพฯ   ประมาณวันที่ 3-5 กรกฎาคม 2553   รายละเอียดสามารถดูได้จาก website: http://www.ostc.thaiembdc.org/   เป็นการประชุมที่มีประโยชน์นอกจากจะได้เจอนักวิจัยไทยที่ทำงานในอเมริกาและแคนาดา   ผู้บริหารจากประเทศไทย ยังช่วยในการสร้างเครือข่ายการวิจัยของคุณด้วย

 

นอกจาก นทร.ก.วิทย์ฯ แล้ว ยังมีนร.ทุนซึ่งได้รับทุนจากหน่วยงาน หรือองค์กรต่างๆ อีกมาก ที่มาศึกษาทางสายวิทยาศาสตร์ เช่น นร.ทุนพสวท. ทุนเล่าเรียนหลวง ทุนสกอ. ทุนวิทยุการบิน ฯลฯ รวมทั้งที่มาด้วยทุนจากผู้ปกครองตนเอง  นร.กลุ่มต่างๆ นี้ที่ไม่ขึ้นตรงกับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ จะอยู่ในความสนใจ ต้องการติดต่อ แลกเปลี่ยนความรู้ ฯลฯ กับ สนง.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีหรือไม่ครับ

ยินดีเป็นอย่างยิ่งครับ   ดังที่เรียนข้างต้น  ผมเคยคลุกคลีกับน้องๆ ที่รับทุนจากหน่วยงานอื่นๆ ดังที่กล่าวมา และยังคงมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  ช่วยเหลือกันในการทำงานที่ประเทศไทยตลอดมา  หากมีอะไรที่สำนักงานและผมสามารถช่วยเหลือได้ยินดีครับ

 

สนร.สังเกตเห็นว่า ไม่ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร ปัญหางบประมาณและอื่นๆ ในประเทศไทย ไม่ได้ทำให้จำนวนนทร.ก.วิทย์ฯ ลดลง แต่กลับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงเห็นได้ว่า วิทยาศาสตร์เป็นส่วนสำคัญของประเทศไทย อทป.พอจะพูดถึงแนวโน้มหรืออนาคตวิทยาศาสตร์ของประเทศไทยให้ฟังคร่าวๆ ได้ไหมครับ

การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทย  ในปัจจุบัน  หากเปรียบเทียบกับประเทศพัฒนาอื่นๆ  โดยการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันโดยสถาบัน  IMD  (International  Institute for Management Development)   เรายังมีสถานภาพการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่อ่อนแอกว่าประเทศอื่นๆ  อย่างไรก็ตามประเทศของเราก็ยังมีการพัฒนาที่ต่อเนื่องทำให้เกิดแหล่งบ่มเพาะเทคโนโลยีที่สำคัญ  เช่น  Thailand Science Park   หน่วยงานที่สนับสนุนการพัฒนานวัตกรรม  เช่น สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ   หน่วยงานวิจัยที่มุ่งเน้นสนับสนุน SMEs  เช่น สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  รวมถึงโครงการสำคัญหลายโครงการ  ในปัจจุบันเราเน้นการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในสาขาสำคัญหรือสาขายุทธศาสตร์ ได้แก่   เทคโนโลยีชีวภาพ  เทคโนโลยีโลหะและวัสดุ  เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์  และนาโนเทคโนโลยี  และเทคโนโลยีทีมีผลกระทบต่อการแข่งขันของประเทศ ในสาขาการผลิตที่สำคัญ อาทิ  อาหาร  การเกษตร  พลังงานทดแทน  ฯลฯ

 

 ในความคิดของผม  ประเด็นหลักในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทยก็คือ  เราต้องมีกำลังคนที่เป็นนักวิจัยนักวิทยาศาสตร์มากพอที่จะเป็น  critical mass ที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาที่มีผลกระทบสูงในสาขาเทคโนโลยีที่เราคิดว่าสำคัญ   และมีภาคการเมืองที่มีความเข้าใจการพัฒนาวิทยาศาสตร์และทุ่มเทสนับสนุนการพัฒนา   โดยให้การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีอยู่ในอันดับแรกๆ  รวมทั้งมีภาคเอกชนที่ให้ความสนใจการวิจัยและพัฒนาและนำผลการวิจัยและพัฒนาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์ด้วย

 

คำว่า “สมองไหล” นั้น มีมานานมากสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนักวิทยาศาสตร์หรือนักเรียนทางสายวิทยาศาสตร์ของไทย อทป.มีความเห็นอย่างไรในเรื่องนี้กับยุคปัจจุบันครับ

เป็นเรื่องปกติของนักวิจัยและนักวิทยาศาสตร์ที่ต้องเดินทางไปหาแหล่งทุนและแหล่งเทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการวิจัยของตน  แม้แต่ประเทศพัฒนา ก็มีปัญหาในเรื่องนี้  ผมคิดว่า  นักวิจัยที่เป็นสมองไหลไปอยู่ในประเทศพัฒนา  หากมีอาชีพที่มั่นคง  ก็มักจะยินดีกลับมาทำงานให้ประเทศหรือยินดีเป็นวิทยากรในการถ่ายโอนเทคโนโลยีและความรู้สู่ประเทศไทย  เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นยังมีเครือข่ายความสัมพันธ์อยู่ในประเทศ  เท่าที่ทราบส่วนใหญ่บุคคลเหล่านั้นยังคงรักประเทศชาติอยู่   

 

อทป.มีอะไรจะเสริม แนะนำ ประกาศ ต่อไปยัง นทร.และผู้อ่านที่เข้ามาชมเวปของ สนร.บ้างครับ

ผมขอเชิญนักเรียนทุกท่านส่งคำถามหรือข้อแนะนำ หรือข้อเสนอแนะมายัง webmaster ของ สนร. ทุกคำถามและข้อแนะนำจะเป็นประโยขน์สำหรับการปรับปรุงการบริการของ สนร.และ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ  ครับ

 

ขอขอบคุณ อทป.อลงกรณ์ฯ อีกครั้ง ที่สละเวลามาคุยกับเราในครั้งนี้ เราหวังว่าน้องๆ คงได้อะไรหลายๆ อย่างจากรุ่นพี่ท่านนี้ หลายสิ่งที่อทป.กล่าวมานั้น ไม่เพียงแต่เป็นข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แต่ยังมีข้อคิดดีๆ แฝงอยู่ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ นทร.ก.วิทย์ฯ ที่อยากทราบเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงฯ เกี่ยวกับงาน หรือหน่วยงานที่ตนเองจะต้องกลับไปปฏิบัติราชการ อทป.ก็อาจช่วยคลายข้อสงสัยต่างๆ ได้เป็นอย่างดี เพราะได้อยู่ในสถานภาพ นทร.แบบน้องๆ มาก่อน  และหากใครได้แวะเวียนมากรุงวอชิงตัน ก็หวังว่าคงได้หยุดทักทายสนร.และอทป.ไปพร้อมกันด้วยนะครับ  ก่อนจากกันครั้งนี้ เราก็ขอสวัสดีปีใหม่และส่งความสุขความสบายใจมายังทุกท่าน ขอให้มีสุขภาพแข็งแรง ที่จะศึกษาให้สำเร็จกลับไปเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไปในวันข้างหน้าครับ

 

 

by Korn T. last modified 2010-01-06 11:16

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2010 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239