ดร.ปิยวัฒน์ ศิวรักษ์(ต้น)
สวัสดีครับ ครั้งนี้ คณะของท่านรองเลขาธิการก.พ. ได้เดินทางมาตรวจเยี่ยมสนร. เราจึงมีโอกาสพบและนำผอ.ต้น ซึ่งได้เดินทางมากับคณะ มาคุยมาเล่าเรื่องน่าสนใจให้เพื่อนๆ ได้ทราบกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องเกี่ยวกับทุนสร้างสรรค์นวัตกรรมภาครัฐ
สวัสดีครับ ผอ.ต้น ช่วยแนะนำตัวให้เพื่อนๆ ผู้อ่านได้รู้จักสักเล็กน้อยครับ
ผมเป็นผู้อำนวยการศูนย์สรรหานักบริหารระดับสูง ของสำนักงานก.พ. หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า ศบส. งานหลักของเราคือ Talent management ของราชการครับ ซึ่งก็คือการพัฒนาและสรรหาผู้มีศักยภาพและความสามารถสูงให้เข้ามาสู่ราชการ ซึ่งแยกได้เป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกของ Talent ได้แก่กลุ่มที่จะเข้ามาทำงานรับราชการเป็นครั้งแรก ซึ่งได้แก่การจัดสรรทุนรัฐบาลให้แก่บุคคลทั่วไปหรือน้องๆที่เพิ่งจบจากทั้งระดับมัธยมและมหาวิทยาลัย กลุ่มที่สองได้แก่กลุ่มที่โตขึ้นมานิดหนึ่งคือ ข้าราชการที่เข้ามาทำงานแล้วประมาณ 1 ปีขึ้นไป โดยเรามีระบบที่เรียกว่า HiPPS ซึ่งคำเต็มก็คือ High Performance and Potential System และกลุ่มสุดท้าย ก็คือ Talent ในระดับสูง นั่นคือระบบการบริหารบุคคลของข้าราชการที่เป็นผู้บริหารนั่นเอง
ทราบว่า ผอ.เป็นเจ้าของโปรเจคทุนสร้างสรรค์นวัตกรรมภาครัฐหรือทุน PSIS วันนี้เราก็เลยอยากทราบเกี่ยวกับทุนนี้เป็นพิเศษเลยครับ
ความจริงเรื่องนี้ เกิดมาจากการมองเห็นความต้องการบุคคลากรในด้านต่างๆ แบบเร่งด่วน ของท่านเลขาธิการคนปัจจุบันคือท่านปรีชา วัชราภัย ท่านมองว่า ปกติทุนที่ให้กับนักเรียนนั้น มันใช้เวลานานกว่าจะได้คนมาทำงาน ปริญญาโทก็ 2-3 ปี ปริญญาเอกก็ 5-6 ปีขึ้นไป นับตั้งแต่ขั้นตอนประกาศสอบ ไปจนถึงสำเร็จการศึกษา หากเป็นปริญญาตรี-โท-เอก ก็ต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ระยะเวลาที่ยาวนานอย่างนี้ บางกรณีมันก็ไม่ทันใช้ เพราะเราต้องการบุคคลากรทันทีทันใด รอไม่ได้ ดังนั้น จึงเกิดความคิดที่ว่า แล้วทำอย่างไรเราถึงจะตัดทอนเวลานี้ลงได้ จาก 3-7 ปี ให้เป็นสัก 1 ปีหรือน้อยกว่า นี่ก็จึงเป็นที่มาของวัตถุประสงค์ของทุนฯ อีกประการหนี่ง ที่ผ่านมาการจัดสรรทุนเราทำแบบ Inside-out คือเป็นความต้องการที่เสนอมาจาก กรม กระทรวง บอก ก.พ. ว่าเขาต้องการคนอย่างไร แต่ทุนสร้างสรรค์นวัตกรรมภาครัฐซึ่งเรียกสั้นๆว่า PSIS (Public Sector Innovation Scholarship) นั้นเรานำแนวคิดแบบ Outside-in มาเป็นทางเลือกใหม่ที่จะหาบุคคลมาให้ตรงตามความต้องการในปัจจุบัน นั่นคือ เราคิดว่ามันน่าจะมีวิชา หรือศาสตร์ และเทคโนโลยี อะไรใหม่ๆ ที่เรา ซึ่งหมายถึงทั้งสำนักงาน ก.พ. และ กรม กระทรวง คิดไม่ถึง ซึ่งเราอยากจะให้น้องๆที่เรียนด้วยทุนส่วนตัวมาบอกเราว่า สิ่งเหล่านี้น่าสนใจและจะมีประโยชน์กับงานราชการอย่างไร ทางด้านของเราก็จะมาประเมินดูและหากความต้องการ match กัน ก็มาทำงานด้วยกันในกรมที่เหมาะสม โดย ก.พ. มีสิ่งจูงใจที่สำคัญให้ 2 ประการ คือ หนึ่ง คุณจะได้ทำในสิ่งที่อยากทำและมีความถนัดอย่างน้อย 2 ปี อย่างที่สองก็คือเรื่องค่าตอบแทน สิ่งที่คุณลงทุนไป (ไปเรียน ไปศึกษามา) เราก็ compensate ให้ประมาณปีละ 6 แสนบาท โดยเราผูกการจ่ายเงินกับ performance ของคุณ ซึ่งเราคิดว่าเป็นการทำให้ผู้ได้รับทุนนี้อยู่ในราชการอย่างสบายใจและมีศักดิ์ศรีว่าคุณอยู่อย่างมีผลงานที่เป็นรูปธรรม เงินนี้บางคนอาจมองว่าน้อย แต่ถ้าคิดจริงๆ แล้ว ผมว่ามันไม่น้อยเลยครับเมื่อเทียบกับตลาด จบปริญญาโท ปริญญาเอก เริ่มเงินเดือนเท่านี้ มากอยู่นะครับ อีกทั้งได้ทั้งชื่อว่าเป็นนักเรียนทุนรัฐบาลฯ ด้วย
ผู้อ่านคงได้เห็นประกาศการรับทุนนี้แล้ว ทั้งจากเวปสนร. และสกพ. แต่กว่าที่เพื่อนๆ จะได้อ่านเรื่องราวที่เราได้คุยกันครั้งนี้ ทุนนี้ก็ใกล้ปิดรับสมัครแล้ว (15 ส.ค.51) อยากทราบว่า มีผู้สมัครมากไหมครับ
ตอนนี้ยังไม่ทราบเลยครับ แต่รุ่นปีที่แล้วที่เป็นรุ่นแรกนั้น คนไม่ค่อยรู้กันครับ อีกทั้งเราพลาดตลาดอเมริกา เพราะกว่าจะประกาศได้ เวลาก็กระชั้นชิดเกินไป อีกทั้งยังติดขัดเงื่อนไขที่ตั้งขึ้นคือ อาจารย์ต้องเซ็นต์รับรองว่าเด็กจะจบเมื่อไร ซึ่งก็ไม่มีอาจารย์คนไหนยอมเซ็นต์ให้หรอกครับ มาปีนี้เราก็เราก็ได้แก้ไข ให้นักเรียนรับรองตัวเองได้
ผมเองได้อ่านรายละเอียดการรับทุนนี้คร่าวๆ แล้ว เงินทุนที่นักเรียนจะได้รับนั้น ไม่ใช่เงินเดือน ไม่เกี่ยวกับเงินเดือน ที่นร.จะได้รับเมื่อบรรจุเข้าเป็นเจ้าหน้าที่ใช่ไหมครับ
ถูกต้องครับ เงินที่ได้รับนั้น เราเรียกเป็นเงินชดเชยค่าใช้จ่ายในการศึกษา ซึ่งจะเป็นเงิน Top-up เพิ่มเข้าไปจากเงินเดือนปกติ อีกทั้งสถานะของผู้รับทุนนี้จะได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการตั้งแต่แรกนะครับ โดยต้องทำสัญญา เช่นจบปริญญาโท อาจทำสัญญา 2-4 ปี ปริญญาเอก 3-6 ปี เมื่อครบสัญญาแล้ว สถานภาพก็ยังคงเป็นข้าราชการซึ่งขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้รับทุนและกรมต้นสังกัดว่ายังอยากจะรับราชการต่อไปหรือไม่
ผมทราบว่าเรื่องทุนสร้างสรรค์นวัตกรรมภาครัฐ มีการเตรียมการณ์ คิดคำนวน มาเป็นปีแล้ว ก่อนนี้จะได้ตัวเลขและหลักเกณฑ์ต่างๆ มาประกาศทุน อยากทราบว่า ช่วงระหว่างที่เริ่มต้นโครงการ จนถึงประกาศนั้น มีอะไรเป็นอุปสรรค ที่ทำให้การคิดคำนวนกฏเกณฑ์ใช้เวลานานครับ
ครับ ใช้เวลามามากกว่า 1 ปี ดูเหมือนจะประมาณปีครึ่ง เราก็พบปัญหาหลายอย่างครับ อย่างแรก ก็คือเราจะใช้วิธีอย่างไร ดูเผินๆ เหมือนคิดง่าย แต่เบื้องหลัง เรามองหลายมุม เช่น ทำไมต้องมีการเสนอโปรเจค ขั้นแรก เราต้องมองว่า คนเข้ามาทำงานนั้น ทำอย่างไรจึงสนุก ก็ใช้โปรเจคของเขานั่นแหละ ที่เราได้คัดสรรแล้วว่าดี ว่าเป็นความต้องการ ว่าจะมีประโยชน์กับราชการ หรือตรงกับความต้องการของกรม สอง เรามองว่าเงิน Top-up จะช่วยให้ผู้รับทุนนี้ทำงานอย่างมีศักดิ์ศรีเราะเป็นการจ่ายเงินที่ผูกกับความก้าวหน้าของงานในลักษณะ pay-for-performance และอย่างสุดท้ายก็คือเรื่องกฎหมาย เราต้องแก้ไขทั้งกฏ/ระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรับทุนรวมทั้งสัญญาการรับทุน เราต้องคุยกับอนุกรรมการต่างๆ ต้องนำเรื่องเข้าที่ประชุม ก.พ. ซึ่งมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน หารือกับสำนักงานอัยการสูงสุด เหล่านี้ ทำให้เราใช้เวลานานกว่าจะประกาศเป็นทุนสร้างสรรค์นวตกรรมภาครัฐ ออกมาได้ ซึ่งน้องๆมั่นใจได้ครับว่าที่มาของทุนนี้เป็นไปอย่างโปร่งใสและรอบคอบครับ
ทีนี้มองไปอีกปีข้างหน้า เมื่อมีผู้รับทุนเข้ามาปฏิบัติราชการแล้ว หากเขาทำงานไปสักระยะ แล้วเกิดอยากจะออกกลางคัน โดยยังไม่ครบสัญญา เขาผู้นั้น จะมีการถูกปรับอะไรอย่างไรหรือไม่ครับ
ถูกปรับครับ โดยคิดจากเงิน Top-up ที่ได้รับไปแล้ว บวกกับเงินปรับอีก 2 เท่า เช่นเดียวกับนักเรียนทุนรัฐบาลในระบบปกติ
เนื่องจากทุนนี้เป็นสิ่งใหม่ สนร.เองก็ยังไม่เคยเห็นนักเรียนรายแรกของทุนนี้ อยากทราบว่าในสัญญานั้น ต้องมีผู้ค้ำประกัน ต้องมีเงื่อนไขคล้ายคลึงหรือต่างจากนักเรียนทุนรัฐบาลฯ ประเภทอื่นๆ หรือไม่ครับ
ต้องมีครับ สัญญาก็คล้ายๆ กัน แต่ต้องมีการเสนอ project และเงื่อนไขระยะเวลาการรับทุนเข้ามาเพิ่มเติม
ทุนสร้างสรรค์นวัตกรรมภาครัฐรุ่นแรกๆ เป็นรุ่นนำร่องที่จะมีรุ่นต่อๆ ไปตามมา หรือเป็นเพียงรุ่นทดลองเพื่อดูผลก่อนว่าเป็นอย่างไร แล้วจึงจะพิจารณาว่าจะมีรุ่นต่อไปครับ
ปีนี้เป็นปีที่ 2 เรายังไม่ได้คนตามที่ต้องการ เพราะจำนวนคนสมัครยังน้อยอยู่เนื่องจากเราประชาสัมพันธ์ไม่ทั่วถึง ช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่เราถือว่าเป็น pilot stage ครับ ต่อไปอาจจะเปลี่ยนรูปแบบบ้างเพื่อประสิทธิภาพของการสรรหาคนเก่งเข้ามารับราชการครับ
หากมีรุ่นต่อไป สิ่งที่ผมเห็นว่า จะแตกต่างกับนักเรียนทุนฯ ประเภทอื่นๆ ก็คือจำนวนเงินทุนที่นักเรียนจะได้รับ ในรุ่นต่อไป จะมีการปรับเปลี่ยนไปตามค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นไปในอนาคต หรือไม่อย่างไรครับ
ก็คงต้องปรับครับ แต่ในระยะปีแรกๆ นี้ คงต้องยืนตามอัตรานี้ไปก่อน เพราะการปรับนั้น เราต้องมาคิดถึงค่าเฉลี่ยของ 5 ประเทศ
การประกาศทุนใหม่นี้ นอกจากเวปไซด์ สกพ. สนร. แล้ว อยากทราบว่า สกพ.มีทางอื่นอย่างไรให้นักเรียนทุนส่วนตัวได้รับทราบถึงทุนนี้อย่างทั่วถึง และกว้างขวางครับ อาทิเช่น ลงข่าว โฆษณา ในสื่อหรือสิ่งพิมพ์ไทยในต่างประเทศ ปากต่อปากจากเพื่อนนักเรียนทุนฯ ไปถึงนักเรียนทุนส่วนตัว ฯลฯ
เราใช้วิธีเดินสายครับ แล้วก็แจ้งไปตามสถานทูต บินไปพบนักเรียน อย่างออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ปีก่อนก็มาอเมริกา ลงหนังสือพิมพ์ที่เมืองไทย แต่ที่พูดถึงสิ่งพิมพ์หรือสื่อไทยในต่างประเทศนั้น ก็ขอขอบคุณเป็นความคิดและการแนะนำที่ดีเลยครับ เราคงต้องกลับไปคุยกันอีกครั้งถึงความเป็นไปได้
ผอ.ต้น ได้คาดถึงผลสำเร็จของทุนนี้ ไว้หรือไม่อย่างไรครับ
ครับ ผมคิดว่าการเพิ่มวิธีการสรรหาในลักษณะ outside-in ของทุน PSIS นี้ จะทำให้มุมมองของสำนักงาน ก.พ. ต่อการสรรหาผู้รับทุนรัฐบาลกว้างขึ้น ซึ่งจะช่วยให้สำนักงาน ก.พ. ตอบสนองความต้องการด้านกำลังคนของกรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในมิติของความทันการณ์และมิติคุณภาพ ซึ่งจะส่งผลให้ราชการและประเทศชาติมีความเท่าทันโลก ทันสถานการณ์และปํญหา อีกทั้งทุนนี้ จะเป็นตัวกระตุ้นวัฒนธรรมการทำงานของราชการให้เป็น Performance oriented มากขึ้นด้วยครับ
วันนี้นอกจากมาขอความรู้เรื่องทุนใหม่จากผอ. แล้ว เราก็ขอมอบพื้นที่โปรโมทโครงการพิเศษจากคอลัมน์ของเราเป็นของแลกเปลี่ยน ผอ.ต้นอยากฝากอะไรไปถึงเพื่อนๆ ผู้อ่านเพิ่มเติมไหมครับ
ครับ ก็อยากเชิญชวนท่านที่สนใจ หรือมีเพื่อนๆ ที่กำลังใกล้สำเร็จการศึกษา (ต้องสำเร็จหลังจาก 18 ธันวาคม 2551) รีบสมัครกันก่อนวันที่ 15 สิงหาคม 2551 นี้ จะส่งทาง email ก็ได้ครับ (ดูรายละเอียดจากเวบ สกพ. สนร.) แต่สิ่งที่ผมอยากฝากให้เพื่อนๆ จากมุมมองของผมเอง ก็คือ งานราชการนั้น มันสนุกกว่าที่หลายคนคิด สิ่งที่คุณเรียนมาจะถูกท้าทายด้วยสถานการณ์จริงที่ทำให้คุณต้องปรับเปลี่ยนให้ idea กลายมาเป็น product ให้ได้ คุณมีโอกาสที่พูดได้ว่า นโยบายนี้ผมมีส่วนผลักดันให้เกิด พูดได้อย่างภาคภูมิใจว่า งานนี้ สิ่งนี้ คือผมเป็นผู้ทำเอง ผลที่เกิดขึ้นกับสังคม ทำให้เราภูมิใจ ถ้าเทียบกับทำงานให้กับเอกชน ผมว่ามันสนุกกว่าหรือไม่แพ้กันเพราะราชการคือ combination ที่น่าสนใจระหว่างความเป็นรูปธรรมซึ่งได้แก่ตัวงาน กับนามธรรมซึ่งคือความอิ่มใจ ภายในไม่กี่ปี คุณอาจมีโอกาสได้บริหารโครงการใหญ่ ที่มีผลกับคนทั้งประเทศ คุณก็พูดได้เต็มปากว่า เนี่ย...ผมเป็นคนคิดเอง บริหารมันมากับมือ ภูมิใจ อิ่มใจ ซึ่งหาไม่ได้จากที่อื่นครับ
ขอขอบคุณผอ.ต้น เป็นพิเศษเลยครับ ได้ความรู้และรู้จักกับทุนใหม่นี้แล้ว ก็อยากขอย้ำอีกครั้งสำหรับท่านผู้อ่าน ช่วยกันบอกต่อๆ เพื่อนๆ ด้วย ให้ไปอ่านรายละเอียดจากเวป สกพ. หรือเวปสนร. และหากสนใจ ถูกใจ ก็รีบสมัครกันโดยด่วนก่อนหมดเขตวันที่ 15 สิงหาคม 51 นี้ นะครับ แล้วพบกันใหม่ สวัสดีครับ