Personal tools
คุณอยู่ที่นี่: หน้าหลัก นักเรียนทุนและข้าราชการลาศึกษา สัมภาษณ์พิเศษ ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ (ภาค 2)
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ (ภาค 2)

Document Actions
Images
อทป.ระพีภัทร์ฯ อทป.ระพีภัทร์ฯ
อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน

สวัสดีปีใหม่ 2551 ครับ ครั้งนี้ เรามีภาค 2 ของอีกท่านมาเล่าสู่กันฟัง 1 ปีก่อน เราได้พบกับหัวหน้าสำนักงานที่ปรึกษาฝ่ายการเกษตร ซึ่งเราไปคุยกันมาเรื่อง “ผลไม้ไทยสู่อเมริกา” วันนี้ประสบความสำเร็จไปอีกขั้น เรื่องเป็นอย่างไร เราคงต้องมาฟัง คุณระพีภัทร์ฯ กันอีกครั้ง แต่ก่อนอื่น หากเพื่อนๆ ที่พลาดไม่ได้อ่านเรื่องนี้เมื่อปลายปี 06 ก็ลองกลับไปอ่านดูได้อีกครั้งครับ 

(ระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ คุยกับสนร. ธันวาคม 2549 – ผลไม้ไทยสู่อเมริกา)

 

สวัสดีอีกครั้งครับอทป. 1 ปีพอดิบพอดี ที่เราได้มาพบและคุยกันเรื่องที่น่ายินดี เหมือนเพิ่งคุยกันเดือนก่อน แต่วันนี้ วนมาถึงธันวาคมอีกครั้ง และก็ทราบว่ามีข่าวดี น่ายินดีกับความสำเร็จก้าวแรกของผลไม้ไทยสู่อเมริกา ช่วยเล่าให้เพื่อนๆ ฟังความคืบหน้าหน่อยครับ

ยินดีครับ พวกเราคงทราบดีแล้วกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ ได้ออกระเบียบอนุญาตการนำเข้าผลไม้ไทยทั้ง 6 ชนิดแล้วโดยมีผลตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา โดยประเทศไทยสามารถส่งออกผลไม้สดเข้าสหรัฐฯ ได้เป็นครั้งแรกโดยได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย คือกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการต่างประเทศ และภาคเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางกระทรวงเกษตรประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือเป็นความร่วมมือที่ดีในระดับประเทศ

 

จากความสำเร็จก้าวแรก ผลไม้ไทยวันนี้ก็เดินทางมาถึงสหรัฐฯ อย่างถูกต้อง อย่างเป็นทางการ อยากทราบว่าได้เปิดตัวผลไม้ไทยแล้วที่ไหนบ้าง นอกจากงาน Asian Women ที่สถานเอกอัครราชทูต เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2550 ที่ผ่านมาครับ

 ครับ ก็มีงานลอยกระทงที่หน้ารัฐสภาสหรัฐฯ ซึ่งนับว่าเป็นงานใหญ่มากเพราะมีการเชิญผู้นำหลายหน่วยงาน เช่น Senator, Congressmen Under Secretary และ Executive Secretary ของ USDA ทั้งนี้งานลอยกระทงนี้เป็นงานระหว่างกรุงวอชิงตัน ดี.ซี รัฐเวอร์จิเนีย และรัฐแมรี่แลนด์  และงานวันเฉลิมพระชนพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบรอบ 80 พรรษา ซึ่งเป็นการจัดงานวันชาติทั่วทั้งสหรัฐฯ ทั้งใน ดี.ซี ลอสแอนเจลิส ชิคาโก นิวยอร์ก รวมทั้งสำนักงานผู้แทนถาวรไทยที่นิวยอร์ก โดยเราได้นำผลไม้ไทยไปเปิดตัว และประชาสัมพันธ์ และให้บุคคลสำคัญต่างๆ  ได้ลองชิม นอกจากนั้น สำนักงานที่ปรึกษาด้านการเกษตรและสหกรณ์ร่วมกับสำนักงานพาณิชย์ ได้เชิญ Press ต่างๆ ที่สำคัญในสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะเป็น Washington Post และ New York Time มาร่วมรับประทานอาหารและพบปะพูดคุยเกี่ยวกับแนวทางการเปิดตัวผลไม้ไทยในสหรัฐฯ

 

ขณะนี้ใครเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่สู่สหรัฐอเมริกา และผลไม้ไทยของเรามีการกระจายไปสู่ผู้บริโภคที่ไหน อย่างไรบ้างครับ

ต้องขอเรียนให้ทราบในชั้นแรกว่า นี่ยังเป็นช่วงระยะเวลาสั้นๆ ซึ่งผ่านไปเพียงเดือนเศษ ๆ เท่านั้น โดยเราเรียกกิจกรรมในช่วงนี้ว่าเป็นโครงการนำร่อง ซึ่งในโครงการนำร่องนี้เราถือว่าประสบความสำเร็จเพราะมีผู้เข้าร่วมโครงการนำร่องนี้ โดยแบ่งเป็นผู้ส่งออก 3 รายคือ บริษัทเอเซียเอ็กโซติก บริษัทบุญมีอินเตอร์เนชันแนลคอร์ปอเรชั่น  และบริษัทสกายเฟรช ส่วนผู้นำเข้าในขณะนี้จะจำกัดเฉพาะในฝั่งแคลิฟอร์เนียก่อน เนื่องจากเรามีข้อจำกัดเรื่องระยะทางในการขนส่ง โดยปัจจุบันนี้ใช้เวลาขนส่งจากประเทศไทยมายังแคลิฟอร์เนียทั้งสิ้นประมาณ 17-21 วัน โดยทางเรือ หากจะส่งมายังทางฝั่งตะวันออก จะต้องใช้เวลาถึง 7 สัปดาห์ซึ่งเพิ่มเป็นเท่าตัว นอกจากนี้ฝั่งตะวันตกนับเป็นตลาดใหญ่ของสินค้าเอเชียด้วย เพราะฉะนั้นโอกาสจะเอื้ออำนวยมากกว่า สำหรับผู้นำเข้านั้นประกอบด้วย 2 บริษัทใหญ่ๆ ซึ่งดำเนินกิจการโดยคนไทย คือบริษัท เบสท์ออเรียนทอล ของคุณอำนาจ และบริษัท อีพีเทรดดิ้งของคุณน้อย ซึ่งถือเป็นบริษัทนำเข้าผักและผลไม้ขนาดใหญ่ ทั้งจากประเทศอื่นๆ ด้วย

 

พูดถึงการประชาสัมพันธ์ ขณะนี้ สำนักงานฯ ผู้นำเข้า ผู้ส่งออก หรือใครเป็นผู้โปรโมท ผลไม้ไทยที่นำเข้ามานี้ และโปรโมทอย่างไร ทางไหนบ้าง ใครเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเรื่องนี้ครับ  

สำหรับการโปรโมทนี้ได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย ดังที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่อย่างไรก็ตามในช่วงต่อไปสำนักงานพาณิชย์นั้นแน่นอนที่จะเป็นหลักในเรื่องประชาสัมพันธ์ สำหรับเรื่องการขยายตลาด สำนักงานการเกษตรจะเป็นผู้ติดตาม สำหรับค่าใช้จ่ายในการสนับสนุนที่เกิดขึ้นในเบื้องต้นนั้น สำนักงานที่ปรึกษาเกษตรได้ตั้งงบประมาณเพื่อการสนับสนุน

 

ขอทบทวนผลไม้ไทย 6 ชนิดที่ได้รับอนุญาตนำเข้า ให้ผู้อ่านได้ทราบกันอีกครั้งนะครับ ว่ามีอะไรบ้าง

 ผลไม้ทั้ง 6 ชนิดนั้นประกอบไปด้วย มะม่วง มังคุด ลำไย ลิ้นจี่ สับปะรด เงาะ ขอย้ำว่าทุกชนิดและทุกพันธุ์นะครับ

 

อทป.กล่าวว่า ผลไม้แต่ละชนิด จะนำเข้าพันธุ์ไหนก็ได้ อยากทราบว่า ผู้นำเข้าเป็นผู้เลือกหรือครับ ว่าอยากจะได้พันธุ์ไหน  หรือผู้ส่งออกมีพันธุ์ไหนที่จะส่งออก ก็เลือกส่งมาเอง หรือขึ้นอยู่กับราคา รสชาติ ฤดูกาล ฯลฯ  เขามีวิธีการเลือกส่งออกพันธุ์ไหน อย่างไร ช่วยอธิบายให้เห็นภาพชัดขึ้นหน่อยครับ

เรื่องนี้สัมพันธ์กันไปหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราคา และฤดูกาล ซึ่งนับเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจเลือกพันธุ์ของผู้ส่งออกและผู้นำเข้า สำหรับเรื่องพันธุ์นั้น ขึ้นอยู่กับผู้นำเข้าเพราะจะเป็นผู้ทราบตลาดและกลุ่มเป้าหมายว่าต้องการบริโภคผลไม้ชนิดไหน พันธุ์ไหน ทั้งนี้หากดูในเรื่องของต้นทุนก็คงต้องเป็นผลไม้ที่มีต้นทุนต่ำ ซึ่งขึ้นกับประเภทการขนส่ง  แน่นอนครับการขนส่งทางเรือนั้นจะก่อให้เกิดต้นทุนต่ำกว่าทางอากาศ เพราะฉะนั้นผลไม้ที่จะส่งทางเรือซึ่งต้องใช้เวลานานได้ก็จะต้องเป็นพันธุ์ที่สามารถรับประทานได้แบบดิบ แต่หากเราต้องการนำเข้าผลไม้ที่รับประทานแบบสุกซึ่งจะต้องขนส่งทางอากาศ นั้นเราก็ต้องทราบกลุ่มเป้าหมายชัดเจนที่ยอมบริโภคในราคาแพง ซึ่งผมจะขอขยายรายละเอียดต่อไปครับ

 

ถึงแม้จะผ่านมา 1 ปีเต็ม แต่จริงๆ แล้ว ผมเองก็ติดตามข่าวเรื่องนี้อยู่ตลอด รวมทั้งอ่านจากเวปของสถานเอกอัครราชทูต ทราบจากข่าวการประชุมทีมไทยแลนด์ หนังสือพิมพ์ไทยในสหรัฐฯ ฯลฯ จนวันนี้ได้โอกาสมาคุยกันอีกครั้ง รวมทั้งได้สัมผัส ลิ้มรสผลไม้ไทยที่นำเข้ามาอย่างถูกต้อง ทราบว่า ราคาของผลไม้เหล่านี้แพงมากจนถึงกับคิดว่า “คงไม่ซื้อทานแน่” ถามคนรอบข้าง ทุกคนกล่าวเป็นเสียงเดียวว่า “ใครจะซื้อลงหละเนี่ย” ยกตัวอย่างที่ได้เห็นและยินกับตนเองเลยนะครับ เช่น มะม่วงลูกละ $5 หรืออย่างลำไยและมะม่วง อย่างละ 4 ลังที่อทป.ได้นำมาเปิดตัวในงาน รวมราคาถึง $1,500 แค่นี้ก็ทำให้อ้ำอึ้งไม่รู้จะกล่าวอย่างไรต่อ  อทป.ช่วยเล่าให้ฟังเรื่องราคาของผลไม้ ให้มากเป็นพิเศษหน่อยครับ

ต้องยอมรับครับว่าคุณกรถามคำถามได้เจาะใจมาก ซึ่งคงไม่ใช่เฉพาะผมแต่คงเป็นท่านผู้อ่านทุกท่านด้วย  ต้องขอเรียนว่าค่าขนส่งนั้นนับเป็นภาระอย่างใหญ่หลวงกับผู้นำเข้า  ทังนี้การขนส่งผลไม้เข้าสหรัฐฯ นั้นสามารถทำได้ 2 ทางคือทางอากาศและทางเรือ ทางอากาศ นั้นมีความจำเป็นสำหรับผลไม้บางชนิด เช่น มะม่วงสุก หรือเงาะ สำหรับทางเรือเราก็พยายามส่งสินค้าทุกชนิดที่สามารถอยู่ได้นาน เนื่องจากราคาค่าขนส่งทางอากาศนั้นแพงกว่าทางเรือหลายสิบเท่าตัว  ราคาขนส่งทางอากาศ อยู่ที่ 120-150 บาทต่อกิโล ซึ่งคิดง่ายๆ ก็คือ ราคา 3-4 เหรียญต่อกิโลแล้ว ซึ่งเห็นได้ชัดเจนนะครับว่าทำไมถึงต้องตั้งราคามะม่วงลูกละ 5 เหรียญ แต่อย่างไรก็ตามเราควรต้องมีการทบทวนยุทธศาสตร์ในการนำเข้าผลไม้ไทยใหม่ ซึ่งเราได้มีการประชุมทางเทคนิค ซึ่งเราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากเมืองไทยด้านการตลาด  ผู้อำนวยการส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ และภาคเอกชนผู้นำเข้าซึ่งทุกฝ่ายก็ยังมีความเชื่อมั่นว่าถ้าสินค้าไทยมีมาตรฐานก็จะสามารถทำตลาดในส่วนนี้ได้แน่นอน อย่างไรก็ตามหากเป้าหมายของการส่งออกผลไม้ไทยนั้นมุ่งเน้นไปในเชิงปริมาณ หรือในลักษณะ Mass Product   เช่นมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งปัจจุบันถือเป็นผลไม้ Premium ส่งออกไปยังประเทศญี่ปุ่นขายในลักษณะเป็นลูก หรือเป็นกล่อง หากต้องการส่งออกมะม่วงน้ำดอกไม้เข้ามาในสหรัฐฯ ในปริมาณมากในลักษณะของตู้ Container นั้นเราคงต้องมาทบทวนยุทธศาสตร์การส่งออกใหม่ เนื่องจากเหมาะสำหรับส่งออกไปยังตลาด Premium เนื่องจาก Shelf life สั้นแต่หากเป็นมะม่วงแรด หรือมะม่วงมันที่มี Shelf life ยาวทำให้สามารถส่งทางเรือได้ก็อาจมีโอกาส ซึ่งผมได้ถามผู้นำเข้าก็ได้ทราบว่ามีผู้ซื้อมะม่วงแรดอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามผลไม้ไทยยังมี Opportunity ที่จะเติบโตในตลาดสหรัฐฯ มากครับ

 

ราคาผลไม้ไทยทางฝั่งตะวันตก จะแตกต่างกับราคาทางฝั่งตะวันออกไหมครับ

ตรงนี้ก็อย่างกับที่ผมเรียนไว้นะครับ ว่าถ้าเป็นสินค้าที่ส่งทางอากาศได้เหมือนกัน เช่น ลำไย มังคุด มะม่วงสุก และเงาะ ราคาน่าจะเท่ากัน แต่หากเป็นผลไม้ที่ส่งทางเรือ ทางฝั่งตะวันออกอาจจะไม่มีโอกาสเนื่องจากระยะเวลาในการขนส่งที่มากกว่ากันเกือบเท่าตัว ค่าขนส่งก็ต้องมากกว่าด้วย

 

ทราบจากบริษัทผู้นำเข้าทางฝั่งตะวันออกรายใหญ่แห่งหนึ่ง กล่าวว่า เรื่องผลไม้ไทยที่นำเข้าสำเร็จนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งและเป็นเพียงมุมมองหนึ่งของรัฐบาลไทย แต่ในมุมมองของบริษัทผู้นำเข้า หากจะรับเป็นหนึ่งในผู้นำเข้าแล้ว ยังคงต้องคิดอีกหลายชั้น เห็นว่าคงมีปัญหาอื่นอีกมากที่ทางการไทยยังมองไม่เห็น หรือมองต่างมุม อยากทราบว่า ทางสถานเอกอัครราชทูต หรือสำนักงานเกษตรฯ สำนักงานพาณิชย์ฯ พอจะมองเห็นปัญหาเรื่องอื่นๆ อย่างที่บริษัทผู้นำเข้าเกี่ยวกับการนำเข้าผลไม้ไทยนี้หรือไม่ครับ

ก่อนจะตอบคำถามนี้ ผมขอชี้แจงประเด็นที่มีหลายฝ่ายกังวลว่าผลไม้ไทยอาจจะมีคู่แข่ง โดยเฉพาะผลไม้ที่ปลูกได้ในฟลอริดา ฮาวาย หรือหมู่เกาะใกล้เคียง ตรงนี้ผมกลับมองว่าน่าจะเป็นการเกื้อกูลกันทางการค้ามากกว่า เพราะฮาวาย หรือฟลอริดาก็ไม่ได้มีพื้นที่สำหรับเพาะปลูกลำไย เงาะหรือมะม่วงได้มากเพียงพอกับความต้องการอย่างมหาศาลของตลาดสหรัฐฯ แค่เพียงฝั่งแคลิฟอร์เนียเองนั้นผมก็ไม่เชื่อว่าจะเพียงพอแล้ว เพราะฉะนั้นหากเราจับเข่าคุยกันดีๆ น่าจะเป็นการเกื้อกูลกันมากกว่า เนื่องจากในแต่ละรัฐ มีฤดูกาลในการผลิตที่แตกต่างกัน ซึ่งจะทำให้ช่วงเวลาในการส่งออกสินค้าไม่ตรงกันอันนี้จะทำให้ผลไม้นำเข้าแพร่หลายขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาผลไม้ไทยกระเตื้องขึ้น กลับมาที่คำถามของคุณกรนะครับ ปัจจุบันมีข่าวดีนะครับว่ามีผู้สนใจนำเข้าผลไม้ไทยจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทของคนไทย หรือบริษัทของต่างชาติ  ก็ได้ติดต่อแสดงความสนใจที่จะนำเข้าผลไม้ไทยเข้ามาก ไม่น่ากังวลครับ เนื่องจากผมมองว่าผลไม้ไทยเป็นผลไม้ในลักษณะกึ่งผูกขาดอย่างสมบูรณ์  เนื่องจากไม่ค่อยมีประเทศไหนที่มีผลไม้คล้ายกับผลไม้ประเทศเรา ผมจะขอตอบคำถามแรกของคุณกรว่ามีมุมมองอย่างไรก็ต้องย้อนกลับไปถามกลุ่มผู้นำเข้าว่า ในตอนแรกนั้นก็มาให้ช่วยขยายตลาดผลไม้ไทยในสหรัฐฯ ให้ได้ ซึ่ง ณ วันนี้ เมื่อเราทำได้สำเร็จแล้ว หากท่านยังมองว่าไม่สามารถทำกำไรได้เพียงพอ ต้องถามว่าท่านมองกำไรไว้เท่าไหร่ หากท่านมองว่าพอเพียง ซึ่งผมก็พอทราบว่าผู้นำเข้าเองก็สามารถขายผลไม้ไทยได้พอสมควร แต่หากต้องการกำไรมากคงจะยืนด้วยความลำบากพอควร หากท่านอยากได้กำไรมาก เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นตลาดยักษ์ใหญ่และต้องการซื้อสินค้าในราคาสมเหตุสมผล

 

จากความสำเร็จครั้งนี้ที่ท่าน อทป. กล่าวว่ามีหลายฝ่ายร่วมมือกัน เช่นสำนักงานที่ปรึกษาด้านการเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินการติดต่อ ขณะที่สำนักงานที่ปรึกษาด้านการพาณิชย์ก็เป็นผู้ดูแลด้านโปรโมท ผมอยากทราบว่าหลังจากจุดนี้ใครจะเป็นผู้ติดตามต่อไปครับ เช่นหากต้องการขยายอาณาเขตนำเข้า หรือเพิ่มปริมาณส่งออก หรือหาผู้ไปลงทุนทำเครื่องฉายรังสีในประเทศไทย ฯลฯ

ครับ ขอเรียนว่ายังคงเป็นกระทรวงเกษตร์และสหกรณ์ต่อไปครับเนื่องจากเรามีรูปแบบคณะทำงานอย่างต่อเนื่อง ผมขอยกตัวอย่าง 3 หน่วยงานหลัก คือกรมวิชาการเกษตร ดูแลตั้งแต่กระบวนการผลิตจนถึงการรับรองคุณภาพมาตรฐานผลไม้ไทยสู่ตลาดสหรัฐฯ  สำนักงานรับรองมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช. ) เป็นหน่วยงานประสานสิทธิในทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับเจ้าหน้าที่ USDA ที่จะมาตรวจสอบมาตรฐานที่ประเทศไทย เพื่อตัดขั้นตอนการตรวจมาตรฐานในสหรัฐฯ ทั้งในด้านงบประมาณ ความเป็นอยู่และดูแล Paperwork สำหรับประเด็นข้อตกลงต่างๆ สุดท้ายคือสำนักงานที่ปรึกษาด้านเกษตรและสหกรณ์ เป็นหน่วยงานประสานอย่างใกล้ชิดระหว่าง USDA และหน่วยงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตามหากมองด้านการขยายตลาดนั้นก็จะต้องเป็นผู้นำเข้าผลไม้ไทยสู่สหรัฐฯ โดยมี สำนักงานที่ปรึกษาด้านการเกษตรและสหกรณ์คอยให้ความช่วยเหลือ

 

จากที่สถานเอกอัครราชทูตได้นำเอาลำไย และมะม่วงออกเปิดตัวในงานที่ได้ไปร่วม ผมก็เป็นหนึ่งในผู้ที่เลือกทานผลไม้ไทยมากกว่าทานอาหาร สิ่งที่ผมสังเกตได้และทำให้นึกถึงอยู่จนวันนี้ ก็คือผลไม้เสียและช้ำ  อันนี้คงเป็นเรื่องปกติที่ต้องมีในทุก Shipment แต่พอนึกถึงการซื้อ-ขาย ของที่นี่ ซึ่งแตกต่างจากบ้านเราโดยสิ้นเชิง คือ เมื่อซื้อแล้วไม่พอใจ ก็คืนได้ เปลี่ยนได้ แบบนี้คงมีผลเป็นอย่าง หากผลไม้ช้ำหรือเสียก่อนถึงมือลูกค้า ประกอบกับราคาก็แพงมากอยู่แล้ว เรื่องนี้จะมีผลเสียในระยะยาว และกระทบใครบ้างหรือไม่อย่างไรครับ

ตรงนี้เป็นสิ่งที่เรากังวลมากประเด็นหนึ่ง คือเรื่องคุณภาพและมาตรฐานของผลไม้ที่ส่งออกจากประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ตามที่ผมได้กราบเรียนไปว่าเทคโนโลยีนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ เดิมเราเคยมีความชำนาญในการส่งออกผลไม้ไปหลายๆ ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น ประเทศในทวีปยุโรป ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ซึ่งมีกลไกการตรวจสอบคุณภาพมาตรฐานอย่างหนึ่ง ซึ่งถือได้ว่าเรามีความชำนาญด้านการใช้ Treatment ประเภท Cold treatment และ Heat treatment ในขณะที่สหรัฐฯ มีข้อบังคับให้เราใช้ Treatment ประเภทฉายรังสี เพื่อกำจัดแมลงศัตรูพืช เนื่องจากการฉายรังสีนี้เป็นเทคโนโลยีใหม่ ซึ่งคนไทยยังไม่มีความชำนาญเพียงพอ ตรงนี้เป็นเรื่องที่ผู้ส่งออกต้องให้ความสำคัญมาก ต้องมีการจัดการ Quality Control มิฉะนั้นจะเกิดผลอย่างที่คุณกรเห็นในล็อตของผลไม้นำร่อง แต่ผมก็มองว่าการจัดทำโครงการนำร่องเป็นสิ่งที่จำเป็นต้องมีเพื่อเป็นการทดสอบ ทำให้เราได้เห็นผลที่ตามมา ว่าผลไม้มีรอยช้ำ และจุดดำ ซึ่งเป็นผลกระทบจากการฉายรังสีกับผลไม้ที่ถูกเก็บก่อนกำหนด และหรือผลไม้ที่ช้ำ หากใช้ Treatment อื่น รอยช้ำหรือจุดดำจะไม่เกิดขึ้น แต่หากใช้วิธีฉายรังสีจะเป็นการขยายรอยช้ำหรือจุดให้เห็นชัดเจนขึ้น ตรงนี้เป็นสิ่งที่เราไม่รู้มาก่อนในเชิงพาณิชย์ ทำให้เราเรียนรู้ในเชิงการทดลอง แต่หลังจากการเริ่มส่งออกแล้ว 3-4 สัปดาห์ เราก็มีการปรับปรุงเทคนิคต่างๆ ผมต้องบินไปลอสแอนเจลิส เกือบสองสัปดาห์ต่อครั้ง เพื่อไปดูคุณภาพผลไม้ และไปตรวจสอบด้านเทคนิค รวมทั้งเราได้เชิญผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบ ทำให้ Shipment ที่ส่งมาในงานวันชาติสมบูรณ์มาก แต่อย่างไรก็ตามผู้นำเข้าหรือผู้ส่งออกรายใหม่กว่า 20 ราย ต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาสินค้ามีมาตรฐานไม่เพียงพอ มิเช่นนั้น สหรัฐฯ ต้องส่งคืนแน่นอน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรทำให้ไม่สามารถรับเงินงวดสุดท้ายได้

 

ผู้นำเข้า-ผู้ส่งออก จะต้องทำสัญญากับรัฐบาลหรือไม่ครับ หากวันหนึ่งข้างหน้าเขาประสบปัญหาถึงขั้นไม่สามารถแบกรับภาระนำเข้า-ส่งออกได้  ด้วยสาเหตุต่างๆ ทำให้ต้องหยุดการนำเข้า-ส่งออก หรือในทางกลับกัน หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ผลไม้ไทยบูมเกินคาด ทำให้เกิดมีผู้ต้องการนำเข้า-ส่งออกเพิ่มขึ้น จะมีการ Limit ผู้นำเข้า-ผู้ส่งออกหรือไม่ อย่างไรครับ

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีเงื่อนไขว่า ก่อนฤดูกาลส่งออกจะต้องแจ้งรายชื่อสวนที่ได้รับการลงทะเบียนกับกรมวิชาการเกษตรไว้ล่วงหน้า 30 วัน กับ USDA เพื่อเป็นการ trace back ว่าสินค้า lot นั้นมาจากที่ไหนกรณีเกิดปัญหา ซึ่งเรากำลังพยายามเจรจาว่า 30 วันอาจมากไป  ขอเพียงแค่ 15 วันหรือ 2 อาทิตย์ได้หรือไม่ เนื่องจากผลิตภัณฑ์การเกษตรไม่สามารถ commit ได้ขนาดนั้น ซึ่งจะไปพันกับโรงงานฉายรังสีว่าการที่จะนำผลไม้ไปฉายรังสี ศูนย์ฉายรังสีมี capacity ในการผลิต 80 ตันต่อวัน แต่ในทางปฏิบัติ สามารถผลิตได้เพียง 20 -30 ตันต่อวัน ซึ่งจะเห็นว่ามีข้อจำกัดดังนี้ เพราะฉะนั้นผู้ส่งออกแต่ละรายก็ต้องการฉายรังสีให้ได้เยอะเพียงพอกับความต้องการส่งออก ซึ่งตรงนี้ศูนย์ฉายรังสีก็ต้องป้องกันตนเองในเรื่องการจัดสรรโควต้าให้มีความโปร่งใส จึงต้องมีการกำหนดให้ผู้ส่งออก แจ้งปริมาณว่าจะฉายรังสีเท่าไหร่ และเมื่อใดล่วงหน้า ทั้งนี้หากผู้ส่งออกไม่สามารถนำผลไม้ของตนฉายรังสีได้ตามปริมาณที่ตนได้แจ้งไปนั้นก็จะต้องถูกปรับ ซึ่งจริงๆ แล้วไม่ได้มากเท่าไหร่นัก  ในอนาคตเราจะมีทางเลือกอื่นในการฉายรังสี โดยมีบริษัทภาคเอกชนที่สนใจจะลงทุนทำศูนย์ฉายรังสี คือบริษัทไอโซตรอน ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน

ในบางเสาร์อาทิตย์ ตามนโยบายของปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานที่ปรึกษาด้านการเกษตรและสหกรณ์ได้นำคณะ USDA ไปสังเกตการณ์ความพร้อมของบริษัทไอโซตรอน  ซึ่งเค้าก็พอใจ  สำหรับการประสานงานเรื่องเทคนิคต่างๆ และกำหนดการที่จะไปตรวจโรงงานฉายรังสีแห่งใหม่นี้ในประเทศไทย คิดว่าช่วงเดือนกุมภาพันธ์ – มีนาคม น่าจะพร้อมให้ USDA ไปตรวจและพิจารณาอนุมัติได้  เพราะฉะนั้นก็จะทำให้เรามีโรงงานฉายรังสีเพิ่มขึ้นเป็น 2 โรง ซึ่ง capacity ในการผลิตตามที่โรงงานแจ้งคือประมาณ 300 ตันต่อวันซึ่งจะทำให้เพียงพอกับปริมาณความต้องการผลไม้ไทยในตลาดสหรัฐฯ ครับ

 

สำหรับ อทป.ซึ่งพูดได้ว่าสานงานต่อจาก อทป.คนเดิม จนสำเร็จ ทำให้ผลไม้ไทยได้ก้าวเข้ามาแล้ว  มีความคิด มุมมอง ตลอดจนความกังวลใจอยู่หรือไม่ครับ ว่าผลไม้ไทยของเราจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคตสำหรับบ้านใหม่ของการส่งออก และมีอะไรที่จะเสริม ที่จะกล่าวถึงคนไทยในต่างแดนให้ช่วยเหลือสนับสนุนผลไม้ไทยนำเข้าสหรัฐฯ ครับ

ผมเชื่อว่าทุกคนโดยเฉพาะคนไทยมีความรักชาติไทยของเรา เพราะฉะนั้นผมมีความเชื่อว่าเมื่อผลไม้ไทยเข้ามาสู่ตลาดสหรัฐฯ หากคนไทยมีทางเลือกก็ต้องเลือกที่จะบริโภคสินค้าไทยเพราะจะเป็นการช่วยชาติไทยของเราเองไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อย่างไรก็ตามผมอยากฝากอะไรถึงผู้ส่งออกและนำเข้าว่าอยากให้ช่วยกันรักษาตลาดสหรัฐฯ ให้ดี ให้นาน และให้ยั่งยืน เพราะเป็นตลาดที่สำคัญและมีศักยภาพ สามารถที่จะแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรไทยที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งได้เป็นอย่างดีและยั่งยืน เพราะฉะนั้นผู้นำเข้าอย่าตัดราคากันเองเพราะเราเป็นตลาดกึ่งผูกขาดซึ่งมีผู้แข่งขันน้อยราย หากเราร่วมมือกันตั้งราคาผลไม้ไทยที่เหมาะสม ผมเชื่อว่าตลาดตรงนี้จะเป็นตลาดของเราได้อีกไกล ทั้งนี้เราควรต้องสามัคคีกันไว้นะครับ อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่อง Quality Control ควรตระหนักให้มากเพราะผู้บริโภคก็ต้องการรับประทานผลไม้ไทยที่มีคุณภาพเหมือนกับที่เค้าได้รับประทานในประเทศไทยมานะครับ ก็ขอฝากเรื่องนี้ด้วย

และผมขอพูดถึงหน่วยงานที่สำคัญอีกแห่งหนึ่งคือ บริษัทการบินไทยที่ได้ให้ความอนุเคราห์ขนส่งผลไม้ไทย และได้ตกลงจะพิจารณาเรื่องราคาค่าเฟสสำหรับขนส่งผลไม้ไทยเป็นพิเศษ ซึ่งจะเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้เราได้มีโอกาสทานผลไม้ไทยในราคาที่ถูกลง ต้องขอขอบคุณคุณกร และสำนักงาน ก.พ. เป็นอย่างมากที่มาสัมภาษณ์ผมเป็นครั้งที่ 2 เพื่อเผยแพร่ข่าวสารการเกษตรไปสู่พี่น้องชาวไทยในสหรัฐฯ  หากมีประเด็นใดที่อยากทราบเพิ่มเติมก็สามารถถามได้ที่สำนักงานที่ปรึกษาด้านการเกษตรและสหกรณ์ สุดท้ายผมขอส่งความสุข ความปรารถนาดีเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ให้กับทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ สวัสดีครับ

 

ขอขอบคุณ อทป.ระพีภัทร์ฯ เป็นพิเศษอีกครั้ง ที่ให้โอกาสเราได้มาพบ และทราบเรื่องมากมายเป็นการอัพเดทในครั้งนี้ หวังว่าเพื่อนๆ และท่านผู้อ่านคงช่วยกันสนับสนุนผลไม้จากบ้านเกิดของเรา ถึงแม้จะราคายังสูงอยู่ในช่วงเริ่มต้นนี้ ผมเชื่อว่าการที่เราเห็นราคาลดลงไปเรื่อยๆ คงให้ความรู้สึกที่ดีกว่าเห็นราคาถีบตัวสูงขึ้นไปทุกวันอย่างราคาน้ำมันรถยนต์  ความช่วยเหลือจากเราคนไทยแม้จะเพียงคนละเล็กน้อย แต่สุดท้ายแล้ว ผลลัพธ์ก็คือเราได้ช่วยเหลือเกษตรกรไทย ได้ช่วยประเทศไทย อย่างแท้จริง ปีใหม่นี้ ผมก็ขอฝากถึงทุกไทยให้ช่วยอุปการะเกษตรกรไทย โดยหากพบเห็นผลไม้ไทยที่นำเข้ามาวางขายที่ใด ก็ช่วยกันอุดหนุนสักหน่อยครับ  แล้วพบกันใหม่กับแขกของเรารายอื่นครับ สวัสดี


by Korn T. last modified 2008-03-28 09:55

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2008 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239