Personal tools
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

วันที่ 26-27 กันยายน 2552: พบ นทร. ในงานประชุมสมาคมนักวิชาชีพไทยในอเมริกาและแคนาดาประจำปี 2552

Document Actions

บทสัมภาษณ์ของนายภิญโญ แท้ประสาทสิทธิ์

เมื่อช่วงเสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา (26-27 กันยายน) ผมได้มีโอกาสไปร่วมการประชุมของ The Association of Thai Professionals in America and Canada (ATPAC, atpac.org) การประชุมนี้จัดขึ้นด้วยความร่วมมือของ ATPAC และกระทรวงวิทยาศาสตร์ และมีการจัดมาอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ปี

จุดมุ่งหมายของการประชุมก็คือ การหาช่องทางในการพัฒนาประเทศไทยโดยผ่านความร่วมมือของคนไทยทั้งในและต่าง ประเทศ (สำหรับการประชุมนี้ต่างประเทศคือ อเมริกาและแคนาดา ส่วนประเทศในภูมิภาคอื่นก็มีการประชุมในลักษณะเดียวกัน) ในการประชุมจะมีการนำเสนอสถานภาพของงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการแพทย์ในประเทศไทย มีการแสดงวิสัยทัศน์และงานที่วิทยากรถนัด ซึ่งวิสัยทัศน์และงานนั้นมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อความก้าวหน้าของประเทศไทยเรา

ในช่วงท้ายของงานผมได้มีโอกาสพูดคุยกับท่านอัครราชฑูต รังสิมา และท่านได้ขอให้ผมเขียนเรียงความเกี่ยวกับประโยชน์ของงานประชุมนี้  ทั้งประโยชน์ที่เกิดกับตัวผมโดยตรง และที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ ต่อประเทศไทย

หลังจากที่ได้ทบทวนว่าจะเขียนเรื่องนี้อย่างไรดีมาสองสามวัน ผมก็ได้ตัดสินใจว่าควรจะเน้นเกี่ยวกับเรื่องที่จะเป็นประโยชน์กับนักเรียนไทยในอเมริกาและแคนาดา ทั้งที่ได้รับทุนจากทางประเทศไทยและทั้งที่ได้รับทุนอื่น ๆ หรือใช้ทุนส่วนตัว เพราะด้วยการที่เป็นนักเรียนในอเมริกามาหลายปี ผมน่าจะมีความเข้าใจเรื่องนี้ดี ส่วนเรื่องประโยชน์ในระดับกว้างจะกล่าวถึงไม่มากนัก เพราะตัวผมเองก็รู้จักการทำงานของ ATPAC มาไม่นาน ไม่ได้มีความรู้เพียงพอที่จะอธิบายเรื่องราวในจุดนั้นได้อย่างละเอียด

เอาล่ะ เกริ่นมายาวพอสมควรให้ผู้อ่านได้เข้าใจที่มาที่ไปของงานแล้ว ก็ได้เวลากล่าวถึงตัวของงานประชุมเสียที

มีอะไรบ้างในงานประชุม

งานประชุมจะมีการกล่าวถึงแผนงานในการเสริมสร้างความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่กลั่นกรองมาจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงสถานภาพและทิศทางของประเทศไทยที่เราอยากจะไปและจุดหมายที่เราอยากจะไปให้ถึง

ต่อจากนั้นก็จะเป็นการบรรยายโดยวิทยากรอีกหลายท่าน ซึ่งโดยมากจะเป็นคนไทยที่ทำงานอยู่ที่อเมริกา เช่น อาจารย์ วิศวกร และ นักธุรกิจ เป็นต้น รวมทั้งเจ้าหน้าที่ระดับสูงของไทยที่ทำงานเกี่ยวกับการวางแผนพัฒนาวิทยาศาสตร์ในประเทศไทย เช่น รองปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ และ สมาชิกวุฒิสภาที่ทำงานด้านการศึกษา เป็นต้น

วิทยากรบางท่านจะเน้นหนักที่วิชาการ บางท่านเน้นที่จะชี้ให้เห็นโอกาสในการที่จะทำงานร่วมกันเพื่อแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศไทย บางท่านก็จะกล่าวถึงทิศทางการพัฒนาที่น่าจะเหมาะกับประเทศไทย บางท่านก็จะชี้ให้เห็นถึงโครงการที่ได้ทำมาแล้วและผลการดำเนินงานจากน้ำพักน้ำแรงที่ทำไป

สำหรับพี่ ๆ ที่ทำงานอยู่ที่อเมริกาก็จะมีการประชุมย่อยเพิ่มเติมเพื่อร่วมกันวางแผนงานพัฒนาและสร้างความร่วมมือในการทำงานกับคนที่ประเทศไทย ในตอนท้ายของงานก็จะเป็นการแสดงโปสเตอร์ผลงานวิจัยของนักเรียนไทยในอเมริกาและแคนาดา

มีเนื้อหาอะไรบ้างที่นักเรียนไทยควรใส่ใจใคร่รู้

หลังจากที่ผมได้ทำการประมวลความรู้ที่ได้มาจากงานประชุมพบว่า สิ่งอันเป็นประโยชน์และเป็นแก่นสารที่สำคัญที่สุดที่นักเรียนทุกคนควรทราบก็คือว่า เนื้อแท้ของความก้าวหน้าในสังคมไทยเราเริ่มได้จากการตั้งใจไว้ถูกทาง ซึ่งทางที่ว่าก็คือความตั้งใจที่จะช่วยเหลือคนหมู่มากในแนวทางที่ตนเองถนัด ด้วยวิธีการที่เหมาะสม และด้วยความวิริยะอุตสาหะอย่างต่อเนื่องและยาวนาน โดยไม่แส่ส่าย ล้มเลิก หรือยอมจำนนต่ออุปสรรคที่มักจะเกิดขึ้นอยู่เนือง ๆ

เพื่อให้เห็นภาพว่าผมหมายถึงอะไร จะขอกล่าวถึงตัวอย่างที่ได้ฟังมาจากงานประชุมประกอบการอธิบาย

ตัวอย่างแรกก็คือเรื่องราวที่นักธุรกิจ คือ คุณอา สุพัฒน์ อินฟ้าแสง ได้นำเสนอในที่ประชุม คุณอาสุพัฒน์นอกจากจะเป็นนักธุรกิจแล้ว ก็ยังได้เจียดเวลามาทำงานเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในโครงการแพทย์อเมริกันอาสา ซึ่งเป็นโครงการที่นำทีมแพทย์ศัลยกรรมมือดีจากอเมริกามาช่วยทำการผ่าตัดให้กับผู้ที่เป็นโรคปากแหว่งเพดานโหว่ในประเทศไทย จากรูปตัวอย่างผู้ป่วยในโครงการที่ยกมาให้เห็น บางรายอาการหนักมากถึงขั้นที่คุณอาสุพัฒน์ต้องใช้คำว่า "อัปลักษณ์" มาอธิบายสภาพอันน่าขมขื่นของผู้ป่วยรายนั้น

จุดสำคัญในเรื่องนี้มีอยู่ว่า คุณอาสุพัฒน์โดยวิชาชีพแล้วเป็นนักธุรกิจ ไม่ใช่นักวิจัย แต่ก็ได้ใช้ความถนัดของตัวเองคือความสามารถในการประสานงาน การรวบรวมคนมีฝีมือ และรู้ว่าอะไรบ้างที่คุ้มค่าในการลงทุนลงแรง ดังที่เห็นในตัวอย่างนี้ ถึงแม้แพทย์อาจจะต้องรักษาโรคปากแหว่งเพดานโหว่ทีละคนสองคน แต่การรักษานั้นจะส่งผลในด้านดีกับชีวิตที่เหลือทั้งชีวิตของผู้ป่วย รักษาแล้วจะไม่เป็นซ้ำซากอีก ขจัดทั้งปมด้อยและปัญหาสุขภาพบางอย่างของผู้ป่วยได้ถาวร เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าสมกับเป็นการตัดใจจากนักธุรกิจที่มีประสบการณ์สูง คุณอาสุพัฒน์ยังได้เล่าอีกว่าในระหว่างดำเนินงานก็เจอปัญหาของความขัดแย้ง ไม่เข้าใจกันระหว่างทีมแพทย์ไทยกับอเมริกา แต่ก็แก้ปัญหาด้วยการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นระหว่างทีมแพทย์จนโครงการลุล่วงไปได้ และยังจะดำเนินการต่อไปอีกในโอกาสหน้า

เรื่องนี้ชี้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว เราไม่ควรที่จะคิดว่าการจะพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในแผ่นดินเกิดจะต้องอาศัยแต่ความรู้ที่ซับซ้อนเข้าใจได้ยากแต่เพียงอย่างเดียว ถ้าหากตั้งใจไว้ถูกทาง หยิบเอาความชำนาญที่ตัวเองถนัดขึ้นมาใช้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนทำอาชีพอะไรก็ช่วยคนจำนวนมากได้เหมือนกัน

ในฐานะนักเรียนทุนที่ต้องกลับไปใช้ทุนที่ไทย เราก็ไม่ควรจะมัวแต่คิดว่า เราจะต้องทำงานวิจัยต่อจากงานที่เราทำตอนเรียนปริญญาโท-เอกแต่เพียงอย่างเดียว เพราะจุดประสงค์ที่แท้จริงในการทำงานของเราคือการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของคนไทยโดยรวม มันอาจจะไม่ใช่การงานที่เราชอบ แต่มันต้องเป็นการงานที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศเรา

ถ้าหากสิ่งที่เราชอบกับสิ่งที่เป็นประโยชน์มันเป็นของสิ่งเดียวกัน นับว่าเป็นโชค แต่หากมันไม่เป็นอย่างนั้นเราก็ควรจะเลือกเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์กับประเทศก่อน เพราะหากเราตั้งใจไว้ถูกทาง คือมีความพึงใจที่จะเห็นสังคมไทยเราพัฒนาขึ้นจนพ้นจากหลุมขวากของปัญหา งานที่เป็นประโยชน์นั่นแหละจะเป็นงานที่เราชอบเสมอ และความพึงใจในฝ่ายดีจะทำให้เรามีความอุตสาหะ อดทนต่อความยากลำบากต่าง ๆ ที่มักจะเรียงแถวเข้ามาทดสอบเราอยู่ตลอด

และนี่ก็เป็นอีกจุดหนึ่ง ที่ผมอยากจะเน้น เพราะเท่าที่ทราบมา มีหลายคนที่มีทัศนคติที่เชื้อเชิญความยุ่งยากมาสู่ตัว ด้วยมัวแต่คิดน้อยใจว่า กลับไทยไปแล้วจะทำวิจัยต่อจากที่ตนเรียนมาไม่ได้ กลับไปแล้วไม่มีประโยชน์ คิดซ้ำซากทั้งก่อนกลับและหลังกลับไทย จนเป็นความคับข้องใจอยู่บ่อย ๆ  ทั้งที่ความจริงก็คือว่าตอนที่เราเรียนจบปริญญาตรีมาใหม่ ๆ เราก็ไม่ได้มีความรู้ความชำนาญในงานวิจัยอะไรมากมายนัก และเราก็สร้างความชำนาญขึ้นมาในขณะที่ทำการศึกษาต่อ

เรียนจบปริญญาเอกแล้ว ถ้าจะสร้างความรู้ความชำนาญขึ้นมาใหม่ให้เป็นอันที่เหมาะกับประเทศไทยมันก็น่าจะทำได้ เพราะไม่ใช่ว่าเราเรียนจบปริญญาเอกแล้วเราจะด้อยความสามารถลงกว่าตอนที่เราเรียนจบปริญญาตรีเสียเมื่อไหร่ หรือถ้าหากเราต้องกลับไปที่ทำงานที่เน้นการสอนไม่ใช่งานวิจัย ความรู้และทักษะในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบที่เราฝึกฝนไว้ก็สามารถที่จะถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลังได้ หากเราเลือกที่จะตั้งใจไว้ถูกทางแล้วปัญหาพวกนี้ก็จะไม่รุนแรงถึงระดับที่ทำให้ทุกข์ใจได้ และเราก็จะสามารถทำงานได้อย่างมีความสุขมากขึ้นตามแต่สภาพแวดล้อมจะอำนวยให้เป็นได้

อย่างไรก็ตามหากเราไม่รู้จักปฏิบัติงานด้วยวิธีอันถูกต้อง งานก็ไม่สำเร็จ ความอดทนต่าง ๆ ก็จะเหือดแห้งไปในที่สุด การได้เข้าฟังการแสดงวิสัยทัศน์หรือประสบการณ์ในการทำงานจากพี่ ๆ วิทยากรจะเป็นประโยชน์อย่างมากหากเราฟังแล้วรู้จักพิจารณาเลือกเอาสิ่งที่เหมาะกับตนไปใช้ เพราะการฉลาดทำในสิ่งที่เหมาะกับสถานภาพของประเทศไทยจะทำให้เราทำงานยากได้โดยไม่ลำบากนัก เครื่องกีดขวางบั่นทอนกำลังใจก็จะลดลง และวิทยากรหลายท่านที่ ATPAC ก็ได้แสดงให้เห็นถึงสิ่งเหล่านี้

เพื่อให้เห็นภาพว่าผมหมายถึงอะไร ผมขอยกตัวอย่างที่ได้รับฟังมาจากการประชุม ATPAC สักสองตัวอย่างจากวิทยากรสองท่านคือ อาจารย์สุนทร จากมหาวิทยาลัยเท็กซัสที่อาร์ลิงตัน และ อาจารย์องอาจ จากมหาวิทยาลัยฮุสตัน--ดาวน์ทาวน์

ในการบรรยาย อาจารย์สุนทรได้แนะว่า ประเทศไทยเราควรเข้าแข่งในงานวิจัยที่เน้นการใช้ความฉลาดหลักแหลม มากกว่าที่จะใช้เงินทุนมหาศาล เพราะประเทศไทยเราไม่ได้อยู่ในสถานภาพที่จะหาแหล่งเงินทุนได้มากมายนัก แต่คนของเราไม่ได้มีสติปัญญาด้อยกว่าคนในที่อื่น ๆ

เราจะไม่อยู่ในสภาพเสียเปรียบในการแข่งขันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ต้องการเงินทุนน้อย เช่น งานวิจัยทางด้านการประมวลผลข้อมูลทางด้านชีวแพทยศาสตร์บางประเภท ซึ่งมีจุดสำคัญที่การหากระบวนการคิดที่เหมาะสม และอาจจะไม่ต้องใช้เครื่องมือที่มีราคาสูงจนเกินกว่าที่เราจะจัดหาได้

ส่วนอาจารย์องอาจซึ่งทำงานที่เน้นการสอนมากกว่างานวิจัย ก็นำสื่อการสอนแบบเปิด (open courseware) มาบรรยาย รวมถึงเครื่องมือในการคำนวณทางวิทยาศาสตร์แบบต้นรหัสเปิด (open source) สิ่งเหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนการสอนในไทยได้ โดยไม่ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายมากนัก และควรจะถูกนำมาพิจารณาใช้ในไทยตามความเหมาะสม

ที่ผมยกตัวอย่างวิสัยทัศน์ของวิทยากรสองท่านนี้ขึ้นมาก็เพราะว่ามีนักเรียนไทยจำนวนมากที่จบแล้ว จะทำงานด้านงานวิจัยหรือด้านการสอน การเข้าฟังบรรยายในงาน ATPAC ซึ่งมีการพูดคุยในเรื่องลักษณะนี้จะทำให้ได้แง่คิดดี ๆ ในการทำงาน และการประชุม ATPAC ก็มีเนื้อหาในลักษณะนี้ค่อนข้างจะหลากหลาย มีการกล่าวถึงทั้งโครงการที่ได้ริเริ่มไปแล้วและโครงการที่ผู้มีประสบการณ์เห็นว่าควรจะทำ ส่วนที่ยกเรื่องของคุณอาสุพัฒน์ขึ้นมาก่อนและพูดถึงนานที่สุดก็เพราะว่า "เจตนาเป็นประธานของการกระทำ" คนเราควรจะเริ่มตั้งต้นจากความมุ่งหมายในการทำงานที่ดีก่อน จากนั้นจึงเลือกเอาวิธีปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนและสภาพแวดล้อมขึ้นมาใช้

ความตั้งใจที่ดีจะทำให้ไม่สับสนไปผิดทาง และความฉลาดในการทำงานจะทำให้งานเราบรรลุจุดมุ่งหมายได้โดยไม่ลำบากมากนัก สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่นักเรียนที่เข้าฟังบรรยายที่ ATPAC ทั้งที่เป็นนักเรียนทุนรัฐบาลและทุนส่วนตัวจะสามารถรับรู้และเป็นแรงบันดาลใจที่ดีได้


ยังมีเรื่องที่น่าสนใจอย่างอื่นอีกหรือไม่

มีแน่นอน เพราะการได้ฟังบรรยายและทัศนคติจากผู้มีประสบการณ์ในการทำงานมาก โดยธรรมดาย่อมทำให้หูตากว้างไกลขึ้นระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ที่เห็นได้ชัดก็คือ ได้รู้ว่าเราจะสามารถร่วมทำงานกับใครได้บ้าง เพราะการบรรยายใน ATPAC เป็นเหมือนการเปิดเมนูอาหารให้เราได้รู้และได้เลือกตามความเหมาะสม เราสามารถที่จะสร้างความสัมพันธ์ระดับบุคคลที่จะก้าวต่อไปเป็นความสัมพันธ์ระดับทีมเพื่อแก้ปัญหาที่ใหญ่ขึ้นไปได้ตามลำดับ เพราะในระหว่างงานเรามีโอกาสที่จะได้ทำความรู้จักกับผู้คนมากมาย ซึ่งโดยรวมแล้วเป็นกลุ่มคนที่มีเจตนารมย์ที่ดีและมีศักยภาพในการแก้ปัญหา ต่าง ๆ อยู่ในระดับสูง สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้

สุดท้ายขอสรุปว่า งานประชุม ATPAC ทำให้ได้รู้ว่าหนทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความยากลำบาก ถึงแม้เราจะมีคนที่มีศักยภาพสูงร่วมทำงานอยู่ แต่เมื่อพิจารณาจากสภาพโดยรวม โดยเฉพาะทางด้านงบประมาณที่รัฐจัดให้ ถือว่าเราอยู่ในสภาพที่ลำบากเป็นอย่างยิ่ง อย่างไรก็ตามข้อจำกัดบางอย่างเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเผชิญเป็นธรรมดา และความพยายามในการแก้ปัญหาภายใต้ข้อจำกัดนั้นก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรทำ

การได้รับรู้สภาพการณ์ตามความเป็นจริง การได้รับรู้ว่ามีใครทำอะไรไปแล้วบ้างและพอจะมีตัวช่วยอะไรบ้างจะทำให้เรา สามารถเตรียมตัวเผชิญกับปัญหาได้ดียิ่งขึ้น และนี่ก็คือสิ่งที่ ATPAC ได้นำเสนอแก่ผู้ร่วมงาน

ภิญโญ แท้ประสาทสิทธิ์
ตุลาคม 2552


by Thitima last modified 2009-10-05 16:50

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2012 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239