Personal tools
สารบัญ
Thaischolar Email Log in
แจ้งจุดบกพร่องของเว็บไซต์
 

คำถามคำตอบที่มักพบบ่อยสำหรับนักเรียนทุนและข้าราชการลาศึกษาทุกระดับ

Document Actions
FAQs - Thai Scholars and Officials on Leave

ระหว่างศึกษาในต่างประเทศ

32. ถ) การขยายเวลาศึกษา นักเรียนทุนรัฐบาลจะต้องยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาอะไรบ้าง
     ต) สนร.ฯ จะพิจารณาคำขอต่างๆของนักเรียน โดยดำเนินการตามแนวทางการมอบอำนาจที่ ก.พ. ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้  นักเรียนจะต้องยื่นเอกสาร  ดังนี้
1. คำร้องขอขยายเวลา  โดยระบุเหตุผลความจำเป็น หากเกินกำหนดเวลาที่ สนร.ฯ ได้รับมอบอำนาจ  สนรฯ จะต้องส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณา  นักเรียนจะต้องเขียน รายละเอียดต่างๆ เช่น ปัญหาอุปสรรคในการทดลองวิจัย ไม่สำเร็จเพราะเหตุใด ยังต้องใช้เวลาอีกเท่าใด จึงจะสำเร็จการศึกษา เป็นต้น  ทั้งนี้ นักเรียนจะต้องยื่นเรื่องขยายเวาก่อนระยะเวลาสิ้นสุดทุนอย่างน้อย 60 วัน
2. หนังสือรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษาชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่นักเรียนไม่สามารถสำเร็จการศึกษาภายในกำหนดเวลา  และคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาได้เมื่อใด
3.ผลการศึกษาตั้งแต่แรกถึงปัจจุบัน  หากอยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ ให้รายงานความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์ด้วย

33. ถ) หลังจากนักเรียนสำเร็จการศึกษาแล้ว จะขออยู่ฝึกอบรม-ดูงานต่อเพื่อหาประสบการณ์ก่อนเดินทางกลับมาปฏิบัติราชการได้หรือไม่
     ต) นักเรียนทุนรัฐบาลที่มีความประสงค์จะขออยู่ฝึออบรม-ดูงานภายหลังสำเร็จการศึกษานั้น จะต้องยื่นคำขอต่อ สนรฯ ก่อนสำเร็จการศึกษาอย่างน้อย 60 วัน  โดย สนรฯ จะพิจารณาอนุมัติตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. มีสถานที่ฝึกอบรม-ดูงาน ตอบรับให้ฝึกอบรม-ดูงาน โดยระบุระยะเวลาชัดเจน  และมีโครงการประกอบการพิจารณาด้วย
2. จะต้องมีความเห็นจากเจ้าสังกัดสนับสนุน ทั้งนี้  นักเรียนอาจติดต่อเจ้าสังกัดเพื่อให้ความเห็นชอบก่อน  เพื่อความรวดเร็ว
3. จะต้องเป็นการฝึกอบรม-ดูงานในประเทศศึกษา
4. สนรฯ จะพิจารณาอนุมัติได้  หากระยะเวลาฝึกอบรม-ดูงานไม่เกิน 3 เดือน  หากเกิน 3 เดือน  สนรฯ จะต้องส่งเรื่องให้สำนักงาน ก.พ. พิจารณาเป็นรายๆ ไป
5. นักเรียนทุนรัฐบาลที่ใช้เวลาศึกษาล่าช้ากว่าระยะเวลาที่กำหนดจะไม่ได้รับการพิจารณาให้ฝึกอบรม-ดูงาน หลังสำเร็จการศึกษา
6. การฝึกอบรม-ดูงาน มีความสำคัญช่วยให้การศึกษาสมบูรณ์ขึ้นและการฝึกอบรม-ด ูงานดังกล่าว  ไม่สามารถกระทำได้ในประเทศไทย ประกอบกับประสบการณ์ที่ได้รับจากการฝึกอบรม-ดูงานจะเป็นประโยชน์ต่อการปฏิบัติราชการต่อไปในอนาคต
7. การฝึกอบรม-ดูงานต้องไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ให้แก่สถานที่ที่ฝึกอบรม-ดูงาน
8. ระหว่างที่ฝึกอบรม-ดูงาน นักเรียนทุนรัฐบาลจะไม่ได้รับค่าใช้จ่ายใดๆ จากทางราชการ

34. ถ) กรณีที่นักเรียนทุนรัฐบาลที่ย้ายที่อยู่จะต้องรับแจ้งให้ สนร ฯ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุล ทราบหรือไม่
     ต) นักเรียนทุนรัฐบาลที่ย้ายที่อยู่จะต้องรีบแจ้งให้ สนร ฯ สถานเอกอัครราชทูต  หรือสถานกงสุล ทราบที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ใหม่โดยด่วน หากมีการเปิดบัญชีเงินฝากธนาคารใหม่ ก็จะต้องรับแจ้งชื่อที่อยู่ของธนาคารประเภทบัญชีเงินฝาก(Saving  Account หรือ Current Account) เลขที่บัญชีเงินฝาก  ABA Number  รหัสประจำธราคาร ให้ สนรฯ หรือสำนักงาน ก.พ. ทราบโดยเร็วที่สุดเช่นกัน

35. ถ) ในการกลับมาเก็บข้อมูลวิทยานิพนธ์ในประเทศไทย นักเรียนจะได้รับค่าใช้จ่ายอย่างไรบ้าง
     ต) 1. นักเรียนจะได้รับค่าใช้จ่ายในการกลับมาเก็บข้อมูลวิทยานิพนธืในประเทศไทยแบบเหมาจ่ายตามอัตราค่าใช้จ่ายประเทศนั้นๆ ไม่เกิน  6 เดือน ส่วนที่เกิน  6 เดือนรับอัตตราเงินเดือนข้าราชการพลเรือนสามัญ  ระดับ3 ขั้น 1 โดยไม่จ่ายค่าใช้จ่ายอย่างอื่นอีก
2. นักเรียนทุนรัฐบาลที่ได้รับอนุมัติให้กลับมาเก็บข้อมูลวิทยานิพนธืเป็นช่วงๆ ให้นับเวลาทุกช่วงรวมกันแล้วได้รับค่าใช้จ่ายตามข้อ 1
3. กรณีนักเรียนทุนรัฐบาลได้รับอนุมัติให้กลับมาเยี่ยมบ้าน แล้วต่อมาได้รับอนุมัติให้เก็บข้อมูลวิทยานิพนธ์ต่อเนื่องกัน ให้นับเวลาทั้งสองประเภทรวมกัน ต่อเนื่องกัน และได้รับค่าใช้จ่ายทำนองเดียวกันตามข้อ 1
4. ให้นักเรียนทุนรัฐบาลรายงานผลความคืบหน้าการเก็บรวบรวมข้อมูลทำวิทยานิพนธ์ทุกระยะ 3 เดือนที่ผ่านมา  เพื่อประกอบการเบิกจ่ายในการเก็บข้อมูลทำวิทยานิพนธ์งวดต่อไป

36. ถ) นักเรียนทุนรัฐบาลที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาเอกจะขอเดินทางไปร่วมประชุมทางวิชาการทั้งในและนอกประเทศ เพื่อหาประสบการณ์ได้หรือไม่
     ต) นักเรียนทุนรัฐบาลจะต้องยื่นคำขอต่อ สนรฯ โดย สนรฯ จะพิจารณาจาก
1. หากการไปประชุมทางวิชาการเป็นข้อบังคับของหลักสูตรที่กำหนดไว้ สามารถเบิกจ่ายได้ทุกอย่าง เช่น ค่าเดินทางไป-กลับโดยประหยัด และเบิกได้เพียง 1 ครั้ง ตลอดหลักสูตร
2. หากไม่ได้เป็นข้อบังคับของหลักสูตร แต่นักเรียนมีความจำเป็น หรือจะเป็นประโยชน์ สามารถเบิกจ่ายได้ 1 ครั้ง โดยราชการสนับสนุนค่าใช้จ่ายเฉพาะค่าลงทะเบียน ส่วนค่าใช้จ่ายอื่นๆ นักเรียนทุนรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบจ่ายเอง


37. ถ) กรณีนักเรียนขอศึกษาภาษาอังกฤษเพิ่มเติมในระหว่างที่ได้เริ่มเข้าศึกษาภาควิชาไปแล้ว จะได้หรือไม่
     ต) ตามมาตรการการประหยัดค่าใช้จ่ายนักเรียนทุนรัฐบาล กำหนดไว้สำหรับการศึกษาภาษาต่างประเทศเพิ่มเติม ในระหว่างที่เริ่มศึกษาภาควิชาการไปแล้วให้เบิกจ่ายได้เฉพาะที่เป็นข้อบังคับ (requirement) ของสถานศึกษาเท่านั้น

38. ถ) นักเรียนทุนรัฐบาลจะขออนุมัติไปศึกษาวิชา ณ ต่างประเทศ จะได้หรือไม่ และต้องดำเนินการเช่นไร
     ต) ต้องยื่นคำขอต่อ สนรฯ โดย สนรฯ จะพิจารณาตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
1. จะต้องเป็นการไปศึกษาตามข้อบังคับของหลักสูตร  หรือเป็นประโยชน์อย่างมากต่อ       การศึกษาแนวการศึกษาโดยตรง
2. ต้องมีเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า  8 สัปดาห์  หรือ  2 เดือน
3. หากได้รับการอนุมัติ นักเรียนจะได้รับค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนตามที่สถานศึกษาเรียกเก็บ  ส่วนค่าใช้จ่ายประจำเดือนจะได้รับตามอัตรานักเรียนทุนรัฐบาลของประเทศนั้นๆ

39. ถ) การขยายเวลาศึกษา นักเรียนทุนรัฐบาลจะต้องยื่นเอกสารประกอบการพิจารณาอะไรบ้าง 
     ต) สนร.ฯ จะพิจารณาคำขอต่างๆของนักเรียน โดยดำเนินการตามแนวทางการมอบอำนาจที่ ก.พ. ได้กำหนดไว้ ทั้งนี้  นักเรียนจะต้องยื่นเอกสาร  ดังนี้
1. คำร้องขอขยายเวลา  โดยระบุเหตุผลความจำเป็น หากเกินกำหนดเวลาที่ สนร.ฯ ได้รับมอบอำนาจ  สนรฯ จะต้องส่งเรื่องให้ ก.พ. พิจารณา  นักเรียนจะต้องเขียน รายละเอียดต่างๆ เช่น ปัญหาอุปสรรคในการทดลองวิจัย ไม่สำเร็จเพราะเหตุใด ยังต้องใช้เวลาอีกเท่าใด จึงจะสำเร็จการศึกษา เป็นต้น  ทั้งนี้ นักเรียนจะต้องยื่นเรื่องขยายเวาก่อนระยะเวลาสิ้นสุดทุนอย่างน้อย 60 วัน
2. หนังสือรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษาชี้แจงเหตุผลความจำเป็นที่นักเรียนไม่สามารถสำเร็จการศึกษาภายในกำหนดเวลา  และคาดว่าจะสำเร็จการศึกษาได้เมื่อใด
3.ผลการศึกษาตั้งแต่แรกถึงปัจจุบัน  หากอยู่ในระหว่างการทำวิทยานิพนธ์ ให้รายงานความก้าวหน้าในการทำวิทยานิพนธ์ด้วย

40. ถ) มีข้อสงสัยว่า เหตุใด ก.พ. จึงกำหนดการอนุมัติให้นักเรียนทุนรัฐบาลที่ไปศึกษาปริญญาเอก ไม่ว่าจะเป็นประเทศใดก็ตาม มีกำหนด 2 ปีก่อน เหตุใดจึงไม่อนุมัติระยะเวลาไปตามหลักสูตรที่กำหนดไว้สำหรับประเทศนั้น
     ต) เหตุที่ ก.พ. กำหนดการอนุมัติให้นักเรียนทุนรัฐบาลไปศึกษาขันปริญญาเอก มีกำหนด 2 ปีก่อน เพื่อเป็นประโยชน์ในการติดตามความคืบหน้าในการศึกษา ซึ่งนักเรียนจะต้องรายงานการศึกษาทุกระยะ  จึงต้องให้นักเรียนมีข้อผูกพันที่แสดงให่เห็นว่าได้ดำเนินการตามข้อกำหนดของสถานศึกษาผ่านแล้ว  ซึ่งตามปกติโดยทั่วไปแล้ว นักเรียนจะศึกษา course work ครบถ้วนตามหลักสูตรแล้ว จึงจะเริ่มการทำวิทยานิพนธ์

41. ถ) นักเรียนในระดับปริญญาโท-เอก ควรจะลงทะเบียนวิชาเรียนจำนวนเทอมละเท่าใด
     ต) นักเรียนต้องลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่าเทอมละ 9 หน่วยกิต (กรณีที่ศึกษา course work) กรณีที่ลงทะเบียนน้อยกว่า 9 หน่วยกิตในแต่ละเทอม นักเรียนต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นพร้อมจัดส่งหนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาประกอบด้วยการลงทะเบียนวิชาจะต้องไม่เป็นวิชาแบบ Audit เพราะไม่สามารถนับหน่วยกิตรวมในหลักสูตรได้

42. ถ) เมื่อสำนักงาน ก.พ. ได้จัดส่งรายงานการศึกษาของนักเรียนให้เจ้าสังกัดตรวจสอบแนวการศึกษาแล้ว หากไม่ตรงตามความประสงค์ของเจ้าสังกัดสามารถทักท้วงมาที่สำนักงาน ก.พ.ได้หรือไม่
     ต) เมื่อเจ้าสังกัดพิจารณาตรวจสอบรายงานการศึกษาของนักเรียนว่าถูกต้อง  สอดคล้องกับโครงการศึกษา / แนวการศึกษาหรือไม่แล้ว หากปรากฏว่าคลาดเคลื่อนไม่เหมาะสมประการใด  เจ้าสังกัดจะต้องแจ้งให้สำนักงาน ก.พ. ทราบโดยด่วน เพื่อที่สำนักงาน ก.พ.จะได้แจ้งให้สนร.ฯ ชี้แจงให้นักเรียนทราบ หรือแก้ไขให้ถูกต้องต่อไป 

43. ถ) กรณีที่นักเรียนจะขอยื่นเรื่องขยายเวลาศึกษาต่อ สนร.ฯ ในสหรัฐอเมริกา จะ ต้องมีเอกสารอะไรบ้าง เพื่อประกอบการพิจารณา
     ต) นักเรียนจะต้องแนบเอกสารเพื่อประกอบการขยายเวลา ซึ่งต้องยื่นเรื่องไม่น้อยกว่า 60 วัน ดังนี้
1.บันทึกคำขอขยายเวลาศึกษาต่อ
2.แบบฟอร์ม PSR กรอกถึงหน้าสุดท้ายที่จะสำเร็จการศึกษา
3.รายงานผลการศึกษา ตั้งแต่แรกจนถึงปัจจุบัน (Complete Transcript)
4. หนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษา  (Academic Advisor) ซึ่งรับรองการศึกษาที่ผ่านมา และกำหนดระยะเวลาที่จะสำเร็จการศึกษา

44. ถ) หากนักเรียนมีความประสงค์จะขอเรียนภาคฤดูร้อน ณ มหาวิทยาลัยอื่น ภายในประเทศเดียวกันได้หรือไม่
     ต) นักเรียนจะต้องมีหนังสือรับรองจากสถานศึกษาเดิมว่า การไปศึกษา ณ สถานศึกษาอื่น สามารถโอนหน่วยกิตไปนับรวมในหลักสูตรได้ สำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทางไม่จ่ายให้

45. ถ) นักเรียนที่เดินทางไปศึกษาแล้ว หากเกิดมีปัญหาหรืออุปสรรคในการศึกษา จำเป็นต้องขอย้ายสถานศึกษา ก.พ.จะอนุมัติหรือไม่
     ต) หากนักเรียนมีความประสงค์จะขอย้ายสถานศึกษา ก็สามารถกระทำได้โดยต้องขออนุมัติจาก สนร.ฯ ก่อน โดย สนร.ฯ จะพิจารณาตามเกณฑ์ดังนี้
1.ต้องเป็นผู้ที่ ก.พ.หรือเจ้าสังกัดมิได้กำหนดสถานศึกษาสำหรับ ผู้นั้นไว้เป็นพิเศษ
2.การย้ายสถานศึกษาไม่ทำให้เปลียนแนวการศึกษา
3. สถานศึกษาที่ย้ายไปใหม่  ต้องมีมาตรฐานการศึกษาในระดับที่จะได้รับการพิจารณาคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าระดับเดิม
4. ไม่ทำให้เสียเวลาเพิ่มขึ้น

46. ถ) นักเรียนจะได้ค่าขนย้ายสิ่งของ และค่าพาหนะในการย้ายสถานศึกษาหรือไม่
     ต) สนร.ฯ จะจ่ายให้นักเรียนในกรณีใดกรณีหนึ่ง ดังนี้
1.เมื่อนักเรียนเปลี่ยนระดับการศึกษา และมีความจำเป็นต้องย้ายสถานศึกษาจะจ่ายค่าเดินทางและค่าระวางขนส่งสิ่งของเหมาจ่ายให้ 120 ดอลล่าร์สหรัฐ
2.หากเป็นการย้ายสถานศึกษาโดยไม่เปลี่ยนระดับการศึกษา ไม่จ่ายค่าขนย้าย

47. ถ) นักเรียนสามารถลงทะเบียนศึกษาวิชาต่าง ๆ ในช่วงปิดภาคฤดูร้อน ได้หรือไม่
     ต) นักเรียนสามารถลงทะเบียนศึกษาวิชาในภาคฤดูร้อนได้ เพื่อช่วยให้สำเร็จการศึกษาเร็วขึ้น ทั้งนี้ วิชาที่นักเรียนลงทะเบียนศึกษาจะต้องเป็นวิชาที่อยู่ในหลักสูตร สามารถนับเข้าในโปรแกรมการศึกษาได้ ซึ่งมิใช่เป็นการศึกษาแบบ Audit และต้องศึกษา ณ สถานศึกษาเดิม 

48. ถ) หากนักเรียนมีความจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงแนวการศึกษา เปลี่ยนประเทศศึกษา หรือขอศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น นอกเหนือจาก โครงการศึกษาที่กำหนดไว้ นักเรียนจะต้องดำเนินการอย่างไรบ้าง
     ต) นักเรียนจะต้องดำเนินเรื่องขออนุมัติโดยด่วนที่สุด หรืออย่างน้อย 60 วัน ทั้งนี้ นักเรียนจะต้องได้รับอนุมัติจาก ก.พ.ก่อน จึงจะเปลี่ยนแปลงโยกย้ายดังกล่าวได้ สำหรับนักเรียนทุนรัฐบาล (ก.พ.) จะต้องรีบยื่นเรื่องต่อ สนร.ฯ เพื่อที่ สนร.ฯ จะได้ดำเนินการจัดส่งเรื่องให้สำนักงาน ก.พ.  พิจารณาโดยแนบเอกสารและข้อมูลในกรณีต่างๆ ดังนี้
1. การขอเลี่ยนแปลงแนวการศึกษา/สาขาวิชาที่จะศึกษา
1.1 หนังสือขอเปลี่ยนแปลงสาขาวิชา โดยระบุสาขาวิชาที่จะขอเปลี่ยนไปศึกษา พร้อมเหตุผลที่จะขอเปลี่ยนแปลง
1.2 หนังสือรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษา สนับสนุนให้เปลี่ยนแปลงสาขาวิชาที่จะศึกษา
2. กรณีขอเปลี่ยนประเทศศึกษา
2.1 หนังสือคำขอเปลี่ยนประเทศศึกษาของนักเรียน พร้อมทั้งเหตุผลที่ขอเปลี่ยนประเทศศึกษา
2.2 ผลการศึกษา(Transcript)ถึงปัจจุบัน
2.3  ชื่อมหาวิทยาลัยที่ต้องการไปศึกษา  และหนังสือตอบรับจากมหาวิทยาลัย
2.4 หนังสือรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษา สนับสนุนให้เปลี่ยนประเทศศึกษา    (ถ้ามี)
3. กรณีขอศึกษาต่อสูงขึ้นในระดับปริญญาเอก (โครงการอนุมัติเพียงระดับปริญญาโท)
3.1 หนังสือคำขอศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก  โดยระบุสาขาวิชาที่จะศึกษา พร้อมทั้งเหตุผลที่ต้องการขอศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก
3.2 ผลการศึกษา(Transcript) ในระดับปริญญาโท จนถึงปัจจุบัน (โดย ก.พ. กำหนดว่านักเรียนต้องมีผลการศึกษาในระดับปริญญาโทได้คะแนนเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3.5 (เมื่อ A=4)
3.3 หนังสือรับยรองของอาจารย์ที่ปรึกสนับสนุนให้ศึกษาต่อปริญญาเอก
3.4 หนังสือตอบรับจากมหาวิทยาลัยให้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาเอก
3.5  เอกสารอืนๆ เช่น หัวข้อ/ บทคัดย่อวิทยานิพนธ์ หรือเรื่องที่จะศึกษาต่อปริญญาเอก

49. ถ) นักเรียนจะต้องรายงานผลการศึกษาให้ใครทราบบ้าง
     ต) นักเรียนจะต้องรายงานการศึกษาให้ สนร.ฯ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุล ได้ทราบทุกภาคการศึกษา ในขณะเดียวกันเมื่อ สนร.ฯ สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุล ได้รับรายงานผล การศึกษาดังกล่าวแล้ว ก็จะส่งผลการศึกษาไปยังสำนักงาน ก.พ. เพื่อแจ้งให้ผู้ปกครอง เจ้าสังกัด เจ้าของทุน และผู้เกี่ยวข้องทราบต่อไป  การรายงานการศึกษาอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ สนร.ฯ และผู้ที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลนักเรียนได้ทราบความก้าวหน้าในการศึกษา ซึ่งหากนักเรียนเกิดปัญหาในการศึกษา  ก็จะสามารถแก้ปัญหาและหาทางช่วยเหลือนักเรียนได้ทันท่วงที

ตารางการรายงานผลการศึกษากรณีที่ภาคการศึกษาเป็นแบบ Semester

เดือน

ผลการศึกษา

ฉบับ

ภายใน 15 กันยายน

                             

ประจำปีการศึกษา

1.Official Transcript

2. หนังสือรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษา

3. รายงานความก้าวหน้าของวิทยานิพนธ์ (เฉพาะ ป.เอก)

ภายใน 30 กันยายน

ประจำเทอม Summer  (กรณีที่ นทร.ลงทะเบียนเรียนเทอม Summer)

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

ภายใน 28 กุมภาพันธ์

ประจำเทอม Fall

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

ภายใน 31 พฤษภาคม

ประจำเทอม Spring

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

ตารางการรายงานผลการศึกษากรณีที่ภาคการศึกษาเป็นแบบ Quarter

เดือน

ผลการศึกษา

ฉบับ

ภายใน 31 สิงหาคม

                            

ประจำปีการศึกษา

1.Official Transcript

2. หนังสือรับรองของอาจารย์ที่ปรึกษา

3. รายงานความก้าวหน้าของวิทยานิพนธ์ (เฉพาะ ป.เอก)

ภายใน 31 ตุลาคม

ประจำเทอม Summer  (กรณีที่ นทร.ลงทะเบียนเรียนเทอม Summer)

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

ภายใน 28 กุมภาพันธ์

ประจำเทอม Fall/Autumn

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

ภายใน 30 เมษายน

ประจำเทอม Winter

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

ภายใน 31 กรกฏาคม

ประจำเทอม Spring

Unofficial Transcript หรือ Term Grade Report

     ทั้งนี้ ตั้งแต่ภาคการศึกษา Fall 2008 เป็นต้นมา สนร. นำเรื่องการรายงานผลการศึกษามาเป็นตัวกำหนดกการจัดส่งค่าใช้จ่ายประจำเดือน โดยหากนักเรียนไม่จัดส่งผลการศึกษาตามระยะเวลาที่กำหนด (ตามตารางการรายงานผลการศึกษาข้างต้น) จะไม่ได้รับเงินค่าใช้จ่ายในงวดนั้นๆ และ สนร. จะแจ้งต้นสังกัดให้ทราบเพื่อพิจารณาเกี่ยวกับการให้ทุนและการจ่ายเงินค่าเล่าเรียนของภาคการศึกษาใหม่

50. ถ) เมื่อสำนักงาน ก.พ. ได้จัดส่งรายงานการศึกษาของนักเรียนให้เจ้าสังกัดตรวจสอบแนวการศึกษาแล้ว หากไม่ตรงตามความประสงค์ของ เจ้าสังกัด เจ้าสังกัดสามารถทักท้วงมาที่สำนักงาน ก.พ.ได้หรือไม่
     ต) เมื่อเจ้าสังกัดพิจารณาตรวจสอบรายงานการศึกษาของนักเรียนว่า ถูกต้อง สอดคล้องกับโครงการศึกษา/แนวการศึกษาหรือไม่แล้ว หาก ปรากฎว่าคลาดเคลื่อนไม่เหมาะสมประการใด เจ้าสังกัดจะต้องแจ้งให้สำนักงาน ก.พ.ทราบโดยด่วน เพื่อที่สำนักงาน ก.พ.จะได้แจ้งให้ สนร.ชี้แจงให้นักเรียนทราบหรือแก้ไขให้ถูกต้อง 

51. ถ) เมื่อนักเรียนเดินทางถึงประเทศที่จะศึกษาแล้วจะต้องปฏิบัติตนอย่างใดบ้าง
     ต) นักเรียนจะต้องรีบรายงานตัวต่อสำนักงานผู้ดูแลนักเรียนใน ต่างประเทศ หรือสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุล แล้วแต่กรณีโดยนำส่งแบบฟอร์มรายงานตัวที่สำนักงาน ก.พ. มอบให้ แล้วกรอก ที่อยู่ในต่างประเทศของนักเรียน รวมทั้งเบอร์โทรศัพท์อย่างชัดเจน เพื่อ สนร.ฯ สถานทูต จะได้สามารถติดต่อกับนักเรียนได้  ในกรณีที่แบบฟอร์มรายงานตัวหาย ให้รีบแจ้งรายละเอียดไปยัง สนร.ฯ สถานทูตหรือสถานกงสุลโดยทันที 

52. ถ) ในการลงทะเบียนเข้าศึกษาจะต้องรายงานให้สำนักงานผู้ดูแลนักเรียนในต่างประเทศ / สถานทูตฯ ทราบหรือไม่
     ต) เมื่อนักเรียนลงทะเบียนเข้าศึกษาแล้ว จะต้องรายงานให้ สนร.ฯ หรือสถานทูตฯ ทราบว่าได้ลงทะเบียนศึกษาวิชาอะไรบ้าง โดยระบุ รายละเอียดเกี่ยวกับหน่วยกิต รวมทั้งค่าหน่วยกิตที่ได้ศึกษาไปแล้ว ทั้งหมดเท่าใด และเหลือหน่วยกิตที่จะต้องศึกษาอีกเท่าใด แล้วจัดส่งแบบฟอร์มให้ สนร.ฯ เพื่อจะได้ทราบโครงการศึกษาของนักเรียน 

53. ถ) ในการลงทะเบียนศึกษา นักเรียนจะต้องเลือกวิชาศึกษาอย่างไร
     ต) นักเรียนจะต้องลงทะเบียนศึกษาแบบ Full-time จะศึกษาแบบ Part-time ไม่ได้ และจะต้องลงทะเบียนศึกษาวิชาให้เต็มที่ตามกำลังความสามารถ โดยเลือกวิชาศึกษาให้ตรงตามแนวการศึกษา และ โครงการปฏิบัติงานหลังสำเร็จการศึกษา ทั้งนี้ นักเรียนต้องปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษาอย่างใกล้ชิด ควรตรวจสอบว่าในแต่ละเทอมการศึกษา มีวิชาใดที่เปิดสอนบ้างและควรจะลงทะเบียนวิชาใด

54. ถ) นักเรียนในระดับปริญญาโท-เอก ควรจะลงทะเบียนวิชาเรียนจำนวนเทอมละเท่าใด
     ต) นักเรียนต้องลงทะเบียนเรียนไม่น้อยกว่าเทอมละ 9 หน่วยกิต (กรณีที่ศึกษา course work) กรณีที่ลงทะเบียนน้อยกว่า 9 หน่วยกิตในแต่ละเทอม นักเรียนต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นพร้อมจัดส่งหนังสือรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาประกอบด้วย การลงทะเบียนวิชาจะต้องไม่เป็นวิชาแบบ Audit

by OEA last modified 2010-03-16 09:59

สงวนลิขสิทธิ์ Copyright, All rights reserved. © 2000-2012 by Office of Educational Affairs

1906 23rd Street, N.W., Washington D.C. 20008 Tel. (202)667-8010 Fax. (202)265-7239