วันสงกรานต์
ในสัปดาห์นี้มีวันสำคัญทางประเพณีไทย คือ วันสงกรานต์ ซึ่งเป็นวันหยุดราชการของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สนร.จึงขอบอกให้พวกเราทราบโดยทั่วกันว่า สำนักงานขอปิดกิจการ 3 วัน ตั้งแต่ 13-15 เมษายน ศกนี้ (หวังว่าคงได้รับอนุญาตนะครับ)
“สงกรานต์” มาจากภาษาสันสกฤต แปลว่า ผ่าน หรือ เคลื่อนเข้าสู่ หมายถึง เวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนจากราศีหนึ่ง เข้าสู่อีกราศรีหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นทุกเดือน แต่การเคลื่อนจากราศีมีน เข้าสู่ราศีเมษ เกิดขึ้นเพียงปีละครั้ง จึงเพิ่มคำแสดงความยิ่งใหญ่ เป็น “มหาสงกรานต์” (http://kanchanapisek.or.th/kp8/song02t.htm) ดังนั้น ถ้าถือตามนัยอย่างเคร่งครัด วันสงกรานต์ คือ วันขึ้นเดือนใหม่ ส่วนวันมหาสงกรานต์ คือ วันขึ้นปีใหม่ (แต่เรามักใช้คำว่า “วันสงกรานต์” ในความหมายวันขึ้นปีใหม่ไทย) ตามความเชื่อของอินเดียฝ่ายเหนือ
ไทยรับเอาวันสงกรานต์เป็นวันขึ้นปีใหม่ตั้งแต่สมัยสุโขทัย ในตอนแรก ๆ วันขึ้นปีใหม่ของแต่ละปีไม่ตรงกัน เพราะเรานับวันทางจันทรคติ ดังนั้น ในปี 2432 รัชกาลที่ 5 จึงทรงกำหนดให้วันที่ 1 เมษายน เป็นวันขึ้นปีใหม่ของไทย และมีการเปลี่ยนแปลงอีกครั้งในปี 2484 ครั้งนี้ ราชการกำหนดให้วันที่ 1 มกราคม เป็นวันขึ้นปีใหม่ เพื่อให้ตรงกับสากล (www.banfun.com/culture/newyearthai.html) อย่างไรก็ตาม แม้ทางราชการจะกำหนดวันขึ้นปีใหม่เป็นวันใดก็ตาม ในทางประเพณี คนไทยยังถือเอาวันที่ 13-15 เมษายน ของทุกปีเป็นวันขึ้นปีใหม่ไทยตลอดมา (และตลอดไปอย่างแน่นอน)
วันขึ้นปีใหม่ไทยมีสามวัน วันแรก (13 เม.ย.) คือ “วันมหาสงกรานต์” ทางภาคเหนือเรียกว่า “วันสังขารล่อง” หมายความว่า วันที่ร่างกาย จิตวิญญาณเก่า ของปีเก่า กำลังผ่านพ้นไป ดังนั้น ก็ขอให้พวกเราละ เลิก และทิ้งนิสัยหรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่ดีไปด้วยนะครับๆๆๆ
วันที่สอง (14 เม.ย.) เรียกว่า “วันเนา” เนา แปลว่า อยู่ ในทางราศีหมายถึง วันที่พระอาทิตย์อยู่ประจำที่ในราศีใหม่ อยู่อย่างเข้าที่เข้าทาง ในทางโลก หมายถึง วันที่พักการงานนอกบ้านชั่วคราว เพื่อสำรวมสติ ให้ใจอยู่กับตัว ไม่ทำเรื่องชั่วร้าย ไม่พูดหยาบคาย ไม่ให้ร้ายหรือด่าทอคนอื่น ดังนั้น ขอให้พวกเราละต่อว่า สนร.สักวันนะครับ
วันที่สาม (15 เม.ย.) เรียกว่า “วันเถลิงศก” หรือวันขึ้นศก หมายถึง วันก้าวเข้าสู่ปีใหม่อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แล้ว ทางภาคเหนือเรียกวันนี้ว่า “วันพญาวัน” ถือเป็นวันดีที่สุด ประชาชนจะทำบุญตักบาตร ปล่อยนก ปล่อยปลา สรงน้ำพระทั้งพระพุทธรูปและพระสงฆ์ ตลอดจนรดน้ำผู้ใหญ่เพื่อขอพรให้อยู่เย็นเป็นสุข
วันแรก จึงเป็นวันละสิ่งเก่าสิ่งไม่ดี วันสองเป็นวันสำรวมสติ ให้ใจอยู่กับตัว และวันที่สาม เป็นวันเริ่มทำสิ่งดี
ในวาระดิถีวันขึ้นปีใหม่ไทย จึงขอให้น้อง ๆ เพื่อน ๆ ชำระจิตให้สะอาด ละชั่ว ทำดี ตอบแทนบุญคุณพ่อแม่และแผ่นดิน และขอให้แสดงความเคารพรักพ่อแม่ด้วย แม้พวกเราส่วนใหญ่จะไม่สามารถกลับไปรดน้ำขอพรผู้ใหญ่ที่เมืองไทยได้ ก็ขอให้โทรศัพท์หรืออีเมล์ไปหาแสดงความซาบซึ้งในบุญคุณของท่านและขอพรจากท่าน แสดงให้ท่านเห็นว่า แม้กายจะห่างสุดฟ้า แต่ใจยังถึงท่านอยู่เสมอด้วยนะครับ
วิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์
11 เม.ย. 48