นักเรียนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน : กันไว้ดีกว่าแก้
นักเรียนโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน : กันไว้ดีกว่าแก้
วันนี้ ขออนุญาตเขียนเกี่ยวกับนักเรียนไทยระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ซึ่งมาเรียนด้วยทุนส่วนตัว (ของผู้ปกครอง) ตามโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน ซึ่งผู้ปกครองต้องออกค่าใช้จ่ายสมทบมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี
ก่อนอื่น สนร.ต้องขอแสดงความยินดีกับน้องเล็กทุกคน ซึ่งได้มีโอกาสมาศึกษาในระดับมัธยมศึกษาที่สหรัฐอเมริกาในปีการศึกษา 2548/2549 ขอให้น้องทุกคนตั้งใจเล่าเรียน หาความรู้ และประสบการณ์ชีวิตให้คุ้มกับที่คุณพ่อคุณแม่ลงแรงใจ แรงกาย แรงเงิน ให้มาศึกษาเล่าเรียน ขอให้หมั่นเขียนจดหมาย อีเมล์ หรือโทรศัพท์บอกเล่าเก้าสิบให้ท่านหายห่วงด้วย และขอให้ประสบความสำเร็จตามที่มุ่งหวังทุกประการ
หากน้อง ๆ มีปัญหา ข้อสงสัย หรือต้องการคำแนะนำ หรือความช่วยเหลือประการใด ขอให้ติดต่อ สนร. ตามเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์บนเวปไซต์ www.oeadc.org เจ้าหน้าที่ของ สนร.พร้อมให้คำแนะนำ สนับสนุน และช่วยเหลือนักเรียนไทยทุกคน
สำหรับท่านผู้ปกครองที่คิดจะส่งบุตรหลานของท่านมาศึกษาระดับมัธยมศึกษาที่สหรัฐฯ ตามโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนในปีต่อ ๆ ไปนั้น สนร.ขอแนะนำว่า เพื่อสวัสดิภาพของลูก ๆ หลาน ๆ กรุณาตรวจสอบบริษัทหรือตัวแทนที่จัดส่งนักเรียนมาเรียนตามโครงการแลกเปลี่ยนก่อนด้วย เพราะทุก ๆ ปี จะมีนักเรียนจำนวนหนึ่งที่ประสบปัญหา เช่น
บางคนมาแล้ว ไม่มีที่เรียน ดังกรณีที่เกิดขึ้นในปีนี้ บริษัทลูกในหลายประเทศต่างส่งนักเรียนต่างชาติมาที่สหรัฐฯ บริษัทแม่คงไม่ได้ดูภาพรวม เลยเกิดเหตุ ส่งมาเกินโควตาของโรงเรียนในพื้นที่ โรงเรียนรับได้แค่ 3 คน นักเรียนไทยเป็นคนที่สี่ เลยไม่มีที่เรียน สนร.และสถานทูตฯ ต้องช่วยเจรจาติดต่อกับบริษัทแม่ที่นี่จนได้ที่เรียนใหม่ แต่กว่าจะได้ เด็กก็เคว้งอยู่กว่าสองสัปดาห์
ลองนึกภาพลูกหลานของท่านมาอยู่แปลกถิ่นในบ้านคนแปลกหน้า อยู่คนเดียวทั้งวัน เจ้าบ้าน (Host Family)ไปทำงาน คนอื่นไปเรียนหนังสือ เหงาแค่ไหน!! ตกเย็น คนอื่นกลับมาบ้าน คุยเรื่องโรงเรียน ลูกหลานเราคุยกับเขาไม่ได้ เพราะนั่งนอนเฝ้าบ้านทั้งวัน ความรู้สึกเปล่าเปลี่ยวท่ามกลางฝูงชน มันเหงา
สุด ๆ เหงาอย่างแรง
บางคนมาแล้ว ต้องไปอยู่บ้านร่วมกับคนอื่นห้าคนสิบคน อยู่อัดเป็นปลากระป๋อง เพราะจำนวนคนซึ่งรับเป็นเจ้าบ้าน น้อยกว่าจำนวนนักเรียนต่างชาติที่บริษัทรับเข้ามา นักเรียนบางคนโชคดี ได้นอนเตียง โชคหย่อนหน่อย นอนโซฟา โชคร้าย นอนพื้น ต้องวัดดวงเอา
บางคนมาแล้ว ก็ปรับตัวกับอาหารการกินที่นี่ไม่ได้ ต้องเข้าใจว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ ไม่กินข้าว มื้อเช้า กิน Cereal กับนม มื้อกลางวัน กินแซนวิช มื้อเย็น ค่อยกินอาหารหนักท้อง ซึ่งก็ไม่ทุกวัน ดังนั้น ต้องบอกลูกหลานให้เตรียมใจก่อนว่า อย่าคาดหวัง จะได้ทานอาหารดี ๆ อย่างที่อยู่ในเมืองไทย โดยเฉพาะนักเรียนที่ไปเรียนในเมืองเล็ก ๆ ต้องหัดกิน Cereal ขนมปัง แซนวิช ต่างข้าว
บางคนมา แล้วเสียเงินฟรี เรื่องนี้เกิดเมื่อปีที่แล้ว นักเรียนรายนี้ เชื่อใจเจ้าบ้านมาก เพราะตลอดหนึ่งปีที่อยู่ในฐานะนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยน เจ้าบ้านดูแลอย่างดี ไปรับไปส่งที่โรงเรียนสม่ำเสมอ ปีที่สอง นักเรียนจบการศึกษาระดับมัธยมปลายแล้ว แต่ไม่อยากกลับบ้าน อยากอยู่ต่อเพื่อศึกษาระดับ post high school เพื่อเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนต่อระดับอุดมศึกษา เจ้าบ้านก็ดีใจหาย (หายจริง ๆ) ให้อยู่ที่บ้านต่อ รับติดต่อโรงเรียนให้ แต่เนื่องจากไม่ได้อยู่ในฐานะนักเรียนโครงการแลกเปลี่ยน นักเรียนต้องจ่ายค่าเล่าเรียนให้กับโรงเรียน ผู้ปกครองส่งเงินมาจากเมืองไทย นักเรียนก็นำเงินไปให้เจ้าบ้าน เจ้าบ้านแจ้งกับนักเรียนว่า ได้จ่ายเงินให้โรงเรียนแล้ว นักเรียนไปโรงเรียน เรียนอยู่พักหนึ่ง โรงเรียนก็แจ้งว่า ไม่สามารถรับเข้าเรียนต่อได้ เจ้าบ้านบอกว่า ไม่เป็นไร ให้อยู่บ้านฟรี สำหรับค่าเล่าเรียน โรงเรียนจะคืนให้ภายหลัง ตอนหลัง ความแดง ปรากฎว่า เจ้าบ้านฮุบเงิน ไม่เคยนำไปจ่ายให้โรงเรียนเลย สนร.ต้องติดต่อกับตำรวจท้องถิ่นของรัฐที่เกิดเหตุ และไปรับนักเรียนพร้อมสัมภาระ ส่วนเงินไม่ได้คืน เนื่องจากไม่มีหลักฐานการส่งมอบเงิน
ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นปัญหาของนักเรียนส่วนน้อย ไม่กี่เปอร์เซนต์ นักเรียนส่วนใหญ่เรียนไปได้ด้วยดี แต่อย่าลืมว่า ถ้าปัญหานั้นเกิดกับเรา หรือเกิดกับลูกหลานเรา ก็เป็นปัญหาร้อยเปอร์เซนต์เต็ม ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาร้อยเปอร์เซนต์กับลูกหลานเรา โปรดตรวจสอบบริษัทนายหน้าทั้งหลายให้ดีก่อน
สำหรับผู้คิดจะส่งลูกหลานไปเรียนที่สหรัฐฯ ให้ตรวจสอบความมีตัวตนและประวัติของบริษัทแม่ ได้จาก Council on Standards for International Education Travel (CSIET) Advisory List บนเวปไซต์ www.csiet.org และขอให้ทำความเข้าใจกับผลการประเมินบริษัทแม่ของ CSIET ด้วย (การประเมินมี 3 แบบ คือ Full, Provisional, และ Conditional) เลือกบริษัทที่เป็น Full ไว้ก่อน แค่นั้นไม่พอ ให้ขออีเมล์หรือเบอร์โทรศัพท์ของนักเรียนรุ่นก่อน ๆ ที่บริษัทลูกที่เมืองไทยส่งไปเรียนที่สหรัฐฯ แล้วลองสอบถามความรู้สึกของน้อง ๆ ที่เคยมา เป็นข้อมูลประกอบด้วย
นอกจากนี้ คุณพ่อคุณแม่ควรสอบถามบริษัทตัวแทนที่เมืองไทยเกี่ยวกับระเบียบหรือข้อกำหนดจำนวนนักเรียนต่างชาติที่เจ้าบ้าน (Host Family) ครอบครัวหนึ่ง ๆ จะรับได้ นักเรียนที่เรียนแล้วมีความสุข ส่วนใหญ่จะอยู่กับเจ้าบ้านอเมริกันที่รับนักเรียนต่างชาติมาอยู่ด้วยเพียงคนเดียวหรือสองคน เจ้าบ้านกลุ่มนี้ อาสาสมัครรับนักเรียนต่างชาติมาอยู่ด้วย เพราะใจรัก ต้องการเรียนรู้ขนบธรรมเนียมและวัฒนธรรมของชาติอื่น เป็นคนฐานะดี น่านับถือ ๆ สนร.ขอคารวะ เจ้าบ้านกลุ่มนี้ จะไม่ได้รับค่าตอบแทน ต่างกับเจ้าบ้านอีกกลุ่มหนึ่ง แม้ตามระเบียบจะไม่ได้รับเงินตอบแทนสำหรับการเป็นเจ้าบ้านก็ตาม แต่ก็น่าคิด เจ้าบ้านบางคนรับนักเรียนต่างชาติไปอยู่ด้วยถึงห้าคนสิบคน ถ้าไม่ได้รับอะไรตอบแทน จะแบกรับค่าใช้จ่ายไหวหรือ เพราะรายที่มีปัญหา ก็ไม่ใช่คนมีฐานะมาก ลองนึกดู แค่เลี้ยงลูกตัวเองคนเดียวก็หนักแล้ว นี่ต้องรับดูแลลูกคนอื่นห้าคนสิบคน จะดูแลให้ดี และทั่วถึงได้อย่างไร จึงขอให้ผู้ปกครองตรวจสอบให้ดีก่อน และขอคำยืนยันว่า ลูกเราจะไปอยู่แบบปลากระป๋องหรือเปล่า ถ้าได้คำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรได้ ก็ยิ่งดี
เท่าที่ทราบ ผู้ปกครองบางท่านเสียเงินถึงสี่แสนกว่าบาท เพื่อจะส่งลูกหลานไปเข้าร่วมเรียนในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน บริษัทตัวแทนในไทยออกใบเสร็จระบุจ่ายค่าอะไรบ้าง แต่ สนร.ไม่ทราบว่าที่จ่ายจริง ๆ เป็นค่าอะไร และกระจายตกที่ใครบ้าง หวังว่า ไม่ตกกับนายหน้าจนเกินเหตุ ขอตั้งสังเกตหน่อย บริษัทที่รับจัดส่งนักเรียนไปศึกษาในโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน เป็นบริษัทที่ไม่ได้มุ่งหากำไร โรงเรียนที่ส่งเด็กไปเข้าเรียน ส่วนใหญ่เป็นโรงเรียนรัฐ (Public School) ไม่น่าจะเก็บค่าใช้จ่ายแพงนัก การจ่ายแพง ไม่ได้เป็นหลักประกันว่าลูกหลานเราจะได้เข้าโรงเรียนดีหรืออยู่กับครอบครัวดี ชื่อเสียง ความเก๋า และประวัติการส่งนักเรียนมาเรียนที่นี่ จะเป็นหลักประกันที่ดีกว่า
หากคุณพ่อคุณแม่ทราบชื่อโรงเรียนที่จะส่งลูกไปเรียน ขอให้ตรวจสอบสถานภาพของโรงเรียนได้ที่ www.publicschoolreview.com กรณีที่เป็นโรงเรียนรัฐ หรือ www.privateschoolreview.com กรณีที่เป็นโรงเรียนเอกชน ขอให้เข้าไปดูโดยละเอียด ตรวจสอบทำเลที่ตั้งของโรงเรียน คุณสมบัติ เงื่อนไขของโรงเรียน จำนวนนักเรียน จำนวนครู สัดส่วนของครูกับนักเรียน สัดส่วนของนักเรียนต่างชาติ ฯลฯ แล้วดูว่าเหมาะกับลูกของเราไหม อย่าด่วนตัดสินใจ แบบไปตายเอาดาบหน้า
สำหรับเรื่องเงินที่จะให้ลูกหลานใช้เป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว ทางที่ดี ให้ทำบัตร ATM จากเมืองไทย เอาแบบที่ใส่เงินบาทในบัญชีธนาคารไทย แต่กดออกเป็นเงินดอลล่าร์จากตู้เอทีเอ็มที่นี่ได้ ซึ่งต้องเสียค่าธรรมเนียมการกดต่อครั้ง แต่ก็ปลอดภัยกว่ากันเยอะเลย น้องที่จะกดเงิน ก็ขอให้กดตอนฟ้าสว่าง ในที่ชุมชนหน่อยนะ อย่าไปกดตอนฟ้ามืดหรือฟ้าสาง เดี๋ยวจะมีคนมาช่วยใช้เงิน
ส่วนน้อง ๆ ซึ่งประสงค์จะเปิดบัญชีเงินฝากที่นี่ เพื่อคุณพ่อคุณแม่จะได้โอนเงินมาเข้าบัญชีโดยตรงนั้น ตามกฎหมายสหรัฐฯ ผู้มีอายุไม่ถึง 18 ปี จะไปเปิดบัญชีธนาคารโดยลำพังไม่ได้ น้องต้องขอให้เจ้าบ้านซึ่งเป็นผู้ปกครองตามกฎหมาย (Legal Guardian) ไปธนาคารเพื่อให้ความยินยอมด้วย ขอให้น้องเปิดบัญชีในชื่อตัวเอง อย่าเปิดบัญชีโดยใช้ชื่อร่วมกับเจ้าบ้านโดยเด็ดขาด เดี๋ยวผู้มีชื่อร่วมบัญชี จะร่วมใช้เงินด้วย
สุดท้ายนี้ ก่อนที่คุณพ่อคุณแม่จะส่งน้อง ๆ ไปเรียนที่สหรัฐฯ ขอให้ช่วยอีเมล์แจ้งที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ และอีเมล์ของน้อง ๆ ตลอดจนเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมล์ของคุณพ่อคุณแม่ให้ สนร.ทราบ โดยส่งไปที่ admin@oeadc.org และสำเนาถึงผม visoot@oeadc.org เพื่อ สนร.จะได้ประสานกับนักเรียนทุนรัฐบาลผู้กำลังศึกษาในละแวกใกล้เคียง ให้ช่วยดูแล ให้ความช่วยเหลือกรณีจำเป็นต่อไป
สนร.และสถานทูตพร้อมให้ความช่วยเหลือคนไทยทุกคน แต่ สนร.และสถานทูตเป็นสถานีปลายทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและผู้ปกครองควรตรวจสอบสถานีต้นทาง ก่อนส่งลูกหลานไปเรียนต่อที่สหรัฐฯ “กันไว้ดีกว่าแก้ เดี๋ยวแย่แล้ว แก้ไม่ทัน” ครับผม
วิสูตร ประสิทธิ์ศิริวงศ์ 24 ส.ค. 2548