ถาม-ตอบ เรื่องไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เอช 1 เอ็น 1
โดยนายแพทย์กรีฑา อภิบุณโยภาส
คำถาม คำตอบ
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เอช 1 เอ็น 1
(2009 H1N1 Flu หรือ Novel H1N1 Flu)
ความรู้ทั่วไป
- อุบัติการณ์ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 สำคัญอย่างไร
การระบาดของโรคไข้หวัดใหญ่ในหมู (Swine flu) ที่เกิดขึ้นในประเทศแม็กซิโกและเชื้อไวรัส กลายพันธุ์มาเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ทำให้สามารถเกิดโรคในคน และการแพร่ระบาดจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้องค์การอนามัยโลก (WHO) ประกาศระดับความรุนแรงของการแพร่ระบาดเป็นระดับ 6 ซึ่งเป็นระดับความรุนแรงและอันตรายสูงสุดที่เชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่ระบาดไปทั่วโลก (Pandemic) รัฐบาลและประชากรทั่วโลกมีความห่วงใยว่าโรคอุบัติใหม่นี้จะร้ายแรงถึงขั้นที่จะคร่าชีวิตคนทั่วโลกอย่างที่เคยปรากฎมาแล้วในอดีต จึงมีการตื่นตัวที่จะต้องขวนขวายเรียนรู้ถึงพฤติกรรมของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ เพื่อจะได้หามาตรการการป้องกันและระงับไม่ให้มีการแพร่ระบาดจนถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้และเพื่อให้มีการสูญเสียชีวิตน้อยที่สุด
- เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มีกี่ชนิด
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่มี 3 ชนิด
Influenza A เป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่ที่พบบ่อยที่สุด ก่อให้เกิดโรครุนแรงที่สุดและเป็นสาเหตุของการระบาดทั่วโลกในอดีต สามารถทำให้เกิดโรคในคน สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม และสัตว์ปีก
Influenza B ก่อให้เกิดโรคในคนเท่านั้น เป็นสาเหตุของการระบาดขนาดย่อม
Influenza C พบไม่บ่อยและก่อให้เกิดโรคไม่รุนแรงในคน เป็นไวรัสที่ไม่ค่อยมีการเปลี่ยนแปลง
- ไข้หวัดใหญ่ที่เกิดในหมู (Swine Flu) คืออะไร
ไข้หวัดใหญ่ที่เกิดในหมู ก็คือ Influenza A (H1N1) ที่พบในขณะนี้ เป็นเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดโรคทางระบบหายใจในหมูและเกิดการระบาดในหมู หมูที่เป็นโรคจะมีอาการจามไอ น้ำมูกไหล หายใจลำบาก และเบื่ออาหาร คล้ายอาการที่แสดงในคน ถ้าหากเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูไม่มีการกลายพันธุ์ ก็จะทำให้เกิดโรคในคนได้ยาก คนที่อยู่ใกล้ชิดและมีการสัมผัสกับหมูก็จะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสไข้หวัดหมูได้ง่ายกว่า
- ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 (New H1N1 Flu) มีส่วนคล้ายไข้หวัดหมู (Swine Flu) อย่างไร
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่เป็น Influenza A (H1N1) และจากการทดสอบพบว่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีชิ้นส่วนพันธุกรรม (Gene) หลายอย่างคล้ายคลึงกับชิ้นส่วนพันธุกรรมที่พบในเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ในหมู แต่มีส่วนแตกต่างที่ว่ามีชิ้นส่วนพันธุกรรมที่พบในเชื้อไวรัสที่เกิดในสัตว์ปีกและที่เกิดในคนผสมอยู่ด้วย
การเกิดโรคและการระบาด
- ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ทำให้เกิดโรคในหมูหรือไม่
ขณะนี้ในสหรัฐอเมริกายังไม่พบเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้เกิดในหมู
- การแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เกิดได้อย่างไร
การแพร่เชื้อเกิดขึ้นเหมือนกับการแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ธรรมดาตามฤดูกาล โดยที่ผู้ป่วยไอ จาม หรือพูด ละอองเชื้อไวรัสกระจายไปในอากาศ เราหายใจสูดเชื้อไวรัสเข้าไปในระบบทางหายใจโดยตรง หรือจากการสัมผัสสิ่งต่างๆ ที่มีเชื้อไวรัสเกาะติดอยู่ เช่น โทรศัพท์ คีย์บอร์ด ลูกบิดประตู พื้นโต๊ะ ของเล่น ของใช้ แล้วนำเชื้อไวรัสเข้าสู่ร่างกาย ทางตา จมูกและทางปาก
- ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ติดต่อจากการรับประทานหรือสัมผัสเนื้อหมูได้หรือไม่
คำตอบก็คือ ไม่ แต่การรับประทานเนื้อหมูที่ปรุงสุกจะปลอดจากโรคอย่างอื่น
- ช่วงระยะไหนที่ผู้ป่วยสามารถแพร่เชื้อถึงผู้อื่นได้มากที่สุด
ระยะติดต่อของโรคเริ่มตั้งแต่หนึ่งวันก่อนผู้ป่วยมีอาการ ถึง 7 วัน ภายหลังจากมีอาการป่วย
- เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่บนผิวพื้นที่ต่างๆ ได้นานเท่าไร
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถเกาะอยู่บนผิวพื้นที่ต่างๆ นานถึง 8 ชั่วโมง ก่อนที่จะหมดสมรรถภาพทำให้เกิดโรค
- สิ่งอะไรที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่
เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ สามารถถูกทำลายด้วยความร้อน อุณหภูมิ 167-212 องศาฟาเรนไฮด์ และสารเคมีฆ่าเชื้อ เช่น คลอรีน ไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ สบู่ สารไอโอดีน และ แอลกอฮอล์
- น้ำเป็นพาหนะแพร่เชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้หรือไม่
น้ำดื่มสาธารณะ น้ำจากสระว่ายน้ำ สปา สวนสนุก และน้ำพุ ที่มีสารฆ่าเชื้อ เช่น สารคลอรีน ที่มีความเข้มข้นในระดับมาตรฐาน จะสามารถระงับการแพร่กระจายเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ได้
อาการแสดง
- อาการแสดงของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009ในคนเป็นอย่างไร
คนที่ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 จะแสดงอาการ ไข้ ไอ จาม เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศรีษะ หนาวสั่น อ่อนเพลีย อาจมีอาการ คลื่นไส้ อาเจียน และท้องเดิน คล้ายอาการแสดงของไข้หวัดใหญ่ธรรมดา
- ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 มีความรุนแรงอย่างไร
ขณะนี้เรายังไม่ทราบถึงความรุนแรงของเชื้อไวรัสชนิดนี้ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ (CDC) กำลังศึกษาถึงพฤติกรรมความรุนแรง การแพร่ระบาด และภาวะแทรกซ้อนของเชื้อไวรัสชนิดนี้อยู่
การป้องกันรักษา
- เราจะมีการป้องกันไม่ให้เกิดโรคได้อย่างไร
ขณะนี้เรายังไม่มีวัคซีนฉีด หรือพ่นเพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ แต่การปฏิบัติตนในชีวิตประจำวันที่ถูกต้องตามสุขลักษณะ จะช่วยระงับการแพร่กระจายและการติดเชื้อได้ไม่มากก็น้อย เช่น
- การปิดปากและจมูกด้วยกระดาษเช็ดมือเวลาไอหรือจาม แล้วกำจัดกระดาษที่ใช้แล้วทุกครั้ง
- ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ อาจใช้สิ่งอื่นที่มีสารแอลกอฮอล์ ในลักษณะกระดาษเช็ดมือ หรือของเหลว (Hand Sanitizer) สำหรับชำระล้างมือแทนน้ำ และสบู่
- หลีกเลี่ยงการสัมผัส ตา จมูก และปากด้วยมือ
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วย
- ถ้ามีอาการป่วย ควรอยู่กับบ้าน อย่างน้อยเจ็ดวันภายหลังมีอาการแสดงหรือจนกระทั่งอาการแสดงหายแล้ว 24 ชั่วโมง สุดแต่กรณีไหนจะนานกว่า เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อถึงผู้อื่น
- ถ้ามีอาการป่วยหนัก ซึ่งอาจเกิดจากภาวะแทรกซ้อนก็ควรปรึกษาแพทย์ทันที หรือไปให้แพทย์ตรวจ เพื่อรับการรักษาตามความเหมาะสม
- อาการแสดงอะไรบ้างที่เตือนว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน
อาการเตือนที่จะต้องไปหาแพทย์ด่วน ได้แก่
ก. ผู้ป่วยเด็ก ที่มีอาการแสดง ดังนี้
- หายใจถี่ หรือ หายใจลำบาก
- ผิวหนังหรือริมฝีปากเปลี่ยนสี ค่อนข้างเป็นสีน้ำเงิน
- ไม่สามารถดื่มน้ำได้เพียงพอ
- มีอาการอาเจียนมาก
- ปลุกไม่ตื่น หรือไม่มีปฎิกริยาโต้ตอบ
- มีอาการหงุดหงิด ถึงขั้นไม่อยากให้อุ้ม
- ภายหลังอาการไข้หวัดใหญ่ทุเลาแล้ว เกิดอาการไข้และไอขึ้นอีกเป็นระลอกสอง
ข. ผู้ป่วยผู้ใหญ่ ที่มีอาการแสดง ดังนี้
- หายใจลำบากหรือหอบ
- เจ็บหน้าอกหรือหน้าท้อง
- เวียนศรีษะอย่างฉับพลัน
- มีอาการสับสน
- อาเจียนมากอย่างต่อเนื่อง
- ภายหลังอาการไข้หวัดใหญ่ทุเลาแล้ว เกิดอาการไข้และไอขึ้นอีกเป็นระลอกสอง
คนกลุ่มไหนถือว่ามีความเสี่ยงสูง
ขณะนี้ให้ถือว่าคนที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนจากไข้หวัดใหญ่ธรรมดา เป็นผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 นี้ ได้แก่
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ขวบ ถ้าอายุต่ำกว่า 2 ขวบ จะยิ่งมีความเสี่ยงสูงสุดจากภาวะแทรกซ้อน
- ผู้ใหญ่ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
- ผู้ที่มีโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด หัวใจ ตับ ไต โรคทางเลือด ระบบประสาท และโรคเบาหวาน
- ผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำผิดปกติ อาจจากการรับประทานยา หรือเป็นโรคเอดส์
- หญิงตั้งครรภ์
- คนอายุต่ำกว่า 19 ปี และกำลังรับประทานยาจำพวกแอสไพรินระยะยาว
- ผู้อาศัยอยู่ในสถานพยาบาล และสถานรักษาโรคเรื้อรัง
การรักษา
ยาที่ใช้รักษาไข้หวัดใหญ่มี 2 กลุ่ม คือ
1. ยากลุ่ม Adamantane ซึ่งมีตัวยา 2 ตัว ได้แก่
- Amantadine
- Rimantadine
ยากลุ่มนี้มีฤทธิ์ต่อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ชนิด A เท่านั้น เป็นยาที่มีผลข้างเคียงค่อนข้างมาก และเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่จะมีการดื้อยากลุ่มนี้อย่างรวดเร็วระหว่างการรักษา จึงไม่แนะนำให้ใช้ยากลุ่มนี้
2. ยากลุ่ม Neuraminidase inhibitor เป็นยาที่องค์การอาหารและยาแนะนำให้ใช้รักษาและป้องกัน
ไข้หวัดใหญ่ ชนิด A และ B ในขณะนี้ มีตัวยา 2 ตัว ได้แก่
- Oseltamivir (Tamiflu) เป็นยาที่สามารถใช้ได้ตั้งแต่เด็กอ่อนถึงผู้ใหญ่ มีตัวยาทั้งที่เป็นเม็ดและเป็นน้ำ
ผลข้างเคียงที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน นอกจากนั้นในเด็กอาจมีอาการปวดท้อง เลือดกำเดาออก ปัญหาเรื่องหู และโรคตาแดง
- Zanamivir (Relenza) เป็นยาที่ใช้ได้เฉพาะในผู้ป่วยอายุไม่ต่ำกว่า 5 ปี มีตัวยาเป็นเบบชนิดพ่นเท่านั้น และไม่แนะนำให้ใช้ในคนที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง เช่น โรคหืด หรือผู้ป่วยในสถานพยาบาล และผู้ที่มีอาการแพ้สารแลคโตส ผลข้างเคียง คือ เพิ่มความเสี่ยงของอาการหายใจลำบาก ในเด็กวัยเล็กและวัยรุ่น อาจมีความเสี่ยงสูงขึ้นจากอาการชัก อาการสับสน ความประพฤติผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากไข้หวัดใหญ่ในระยะแรก