เฉลิมภัทร์ ปริยเอกสุต (โหน่ง) พีรวัฒน์ จารุวัฒน์ (หนุน)
สวัสดีครับ ครั้งนี้ สนร.ก็ได้มีโอกาสไปพบนักเรียน Prep 51 ที่ Brewster Academy สัปดาห์สุดท้ายเดือนสิงหาคมก่อนที่จะแยกย้ายกันไปตามโรงเรียนต่างๆ และเราก็ขอนำน้องนักเรียนทุนทหารบกมาคุยกับเพื่อนๆ ครับ
สวัสดีครับ น้องทั้งสองแนะนำตัวเองเลยครับ
(เฉลิมภัทร์) ผมโหน่งครับ จบมัธยมต้น ม.3 จากโรงเรียนเบญจราชูธิต ก่อนที่จะเข้าเตรียมทหาร ตอนเรียนปี 1 ที่เตรียมหทารนั้น คะแนนก็ไม่ค่อยดีมาก พอปี 2 คะแนนค่อยดีขึ้น และก็ได้เป็นหัวหน้าห้อง พอปี 3 ก็สอบชิงทุน
(พีรวัฒน์) ผมชื่อหนุนครับ จบม.3 จากพิษณุโลกพิทยาคม พอเข้าเตรียมทหาร 2 ปีแรก ก็เป็นหัวหน้าตอน ปี 3 เป็นนักเรียนบังคับบัญชา เราทั้งสองเพิ่งเข้าจปร. ได้เพียงเดือนเศษ เดินทางมาศึกษาต่อโดยเข้าโปรแกรมพร้อมนักเรียนทุนอื่นๆ ที่ Brewster Academy นี่ครับ โดยผมจะไปเรียนต่อที่ Trinity-Pawling ส่วนโหน่งเขาจะไปที่ Wyoming Seminary ครับ
ที่ผ่านมา เราสังเกตเห็นว่านักเรียนทุนทหารบกเนี่ย จะมาเรียนกันแต่ทาง Engineering อยากทราบว่าทุนนี้มีให้มาเรียนทางด้านอื่นไหม และอยากทราบว่าทุนของน้องเป็นตรี-โท-เอก หรือน้อยกว่าครับ
(โหน่ง) เราผู้สอบชิงทุนเป็นคนเลือก Major หลักเองครับ ส่วนการเรียนนั้นก็อยู่ที่เราว่าจะขอศึกษาถึงระดับไหน ผมคงเรียนไปจนถึงระดับปริญญาเอกเลยครับ
(หนุน) ผมพอจบตรี ก็คงกลับแล้วครับ
ผมเองมีเพื่อนนักเรียนทุนทหารเช่นกัน แต่เขามาศึกษาต่อในระดับ Graduate เลย ทราบว่าผู่ที่สอบได้ลำดับ 1 – 2 ก็จะได้เลือกประเทศที่อยากไปศึกษาก่อนตามลำดับ อยากทราบว่าสำหรับน้องที่มาเริ่มปริญญาตรี เป็นอย่างไร คล้ายคลึงหรือแตกต่างกันอย่างไรครับ
(โหน่ง) สำหรับการสอบชิงทุนนี้ เขามีทั้งหมด 10 ทุน ซึ่งให้เลือกไป 7 ประเทศ ผู้มีคะแนนสูงสุดลำดับแรกก็เลือกก่อนครับ สำหรับคะแนนนั้น เขาเอาเกรดเฉลี่ยจากโรงเรียนเตรียมฯ 3 ปี มาเป็น 70% ของคะแนนการสอบแข่งขันด้วย ดังนั้น ผู้ที่จะเข้าสอบแข่งชิงทุน ก็ต้องเป็นผู้ผลการเรียนอันดับต้นๆ จากเตรียมฯ มาก่อนแล้ว ที่เหลือก็เป็นการทดสอบร่างกาย ลักษณะทหาร และสัมภาษณ์อีกอย่างละ 10%
(หนุน) 7 ประเทศนั้น ก็มี 2 ทุนสำหรับสหรัฐฯ ญี่ปุ่น 2 ทุน เยอรมัน 2ทุน เกาหลี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย และสเปน อีกประเทศละ 1 ทุน
(โหน่ง) คนที่ไปประเทศอื่นนั้น ก็จะหนักหน่อย เพราะอาจต้องเรียนภาษาอื่นอีก เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส ฯลฯ ผมก็โชคดีได้เลือกเป็นคนแรก ก็เลือกมาอเมริกาเลย หนุนเขาก็ที่ 2 ครับ
พูดถึงโปรแกรมของเราบ้าง สำหรับน้องทั้งสองพี่เชื่อว่าโปรแกรม Summer Brewster นี้คงช่วยน้องได้มาก ช่วยเล่าให้ฟังได้ไหมครับ ว่าพัฒนากันไปมากน้อยอย่างไร
(โหน่ง) สิ่งแรกก็ได้ปรับสภาพตัวเองสำหรับการเปลี่ยนแปลงจากบ้านมาสู่ที่ใหม่ ภาษาก็ได้พัฒนาดีขึ้นอย่างมากเลยครับ ดีขึ้นแน่นอน และยังได้รู้จักเพื่อนๆ มากมาย สร้างสัมพันธ์ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อไปในอนาคต ตอนแรกๆ เราก็รู้สึกว่าเราอยู่บ๋วยๆ หลังๆ เพื่อน ตอนนี้ก็เริ่มตามทันเขาแล้ว
(หนุน) ได้เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ๆ โดยเฉพาะเรื่องเรียนเนี่ย อย่างเลือกลอกการบ้าน ของเขานี่ถือเป็นเรื่องใหญ่ ซึ่งต้องไม่ทำ แต่บ้านเราเห็นกันจนชินและเฉยๆ อย่างอื่นๆ ก็ดีขึ้นเช่นกันครับ
เป็นนักเรียนเตรียมมานาน อยู่ในเครื่องแบบและระเบียบที่เคร่งครัดมาตลอด มานี่ก็คงได้คลายเรื่องนี้ลงบ้าง สำหรับโหน่งไป Wyoming แต่งตัวตามสบาย ส่วนหนุนไป Trinity-Pawing ที่ยังต้องมี Uniform บังคับ ชอบไม่ชอบอย่างไร สำหรับทั้ง 2 คนเลยครับ
(โหน่ง) ของผมน่าจะพูดว่ากึ่งอิสระ คือก็ยังต้องใส่เสื้อที่มีคอปก และกางเกง Slack แต่ความจริง Uniform ก็คล่องตัว ครับ ไม่ต้องเลือกชุดว่าอะไรเข้ากับอะไร มันเป็นเซ็ทไว้แล้ว ง่ายและสะดวก
(หนุน) ผมชินกับเครื่องแบบ กับการทานอาหารโรงเรียน ใช้ห้องน้ำรวม มาจากเตรียมฯ ซึ่งคงช่วยได้เยอะเลยครับ สำหรับที่ต้องไปอยู่ที่ Trinity-Pawling
ก่อนมาได้ติดต่อหรือเรียนรู้จากรุ่นพี่ๆ ทหารบ้างหรือไม่ว่า เขากลับไปแล้ว ไปทำหน้าที่ ไปทำงาน เป็นอย่างไรบ้างครับ
(โหน่ง) ได้พบกับรุ่นพี่ที่จบไปแล้ว ซึ่งเขาก็กลับไปเล่าให้ฟัง ถ่ายทอดประสบการณ์ในการมาศึกษาต่างประเทศ นั่นก็เป็นจุดที่ทำให้เริ่มสนใจด้วย ก็เริ่มศึกษาและเก็บข้อมูลมาตั้งแต่อยู่เตรียมฯ แล้วครับ
ทีนี้ก็ถ่ายทอดให้รุ่นน้องๆ บ้างครับ ถึงแม้จะเพิ่งเพียงไม่กี่เดือนก็ตามที่ได้มาอยู่ เล่าต่อบอกต่อสักนิดครับ
(โหน่ง) อยากบอกว่า การที่ได้มาศึกษาต่อแบบนี้เป็นโอกาสที่ดีมากในชีวิตครับ โดยเฉพาะทหารบก ซึ่งขาดในเรื่องภาษา ถึงแม้เราจะต้องห่างเหินรุ่นพี่รุ่นน้องช่วงใหญ่ แต่จะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับอนาคต วันข้างหน้า กองทัพก็จะมีบุคคลที่พัฒนากลับมาถ่ายทอดต่ออีกมากมาย
(หนุน) สำหรับน้องๆ ที่คิดอยากได้มาศึกษาเช่นนี้ ต้องเตรียมตัวกันให้มากๆ ครับ ต้องมีความพยายาม และไม่ท้อ ชีวิตการเรียนที่นี่จะเป็นคนละอย่างกับที่เราต้องเรียนในเมืองไทยอย่างสิ้นเชิง พูดได้ว่าชีวิตเปลี่ยนจากบู๊มาใช้สมองเยอะขึ้น เพราะอยู่เมืองไทย พอขึ้นเหล่า เราก็จะหนักไปทางการฝึกภาคสนาม
ขอบคุณน้องทั้งสองมากเลยครับ นี่เป็นอีกตัวอย่างที่เรานำมาเป็นกำลังใจให้เพื่อนๆ ที่กลัวกับการปรับตัว กลัวว่าภาษาไม่ดี อยู่รั้งท้าย เพราะทั้งน้องโหน่งและหนุน ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า ถึงภาษาของพวกเขาจะอยู่รั้งท้ายของกลุ่ม แต่ความพยายามและสู้อย่างเต็มที่แล้ว เขาก็สามารถอยู่ได้ ศึกษาได้ ปรับตัวเองให้เข้ากับสภาพใหม่ได้เป็นอย่างดี แล้วพบกันใหม่ครับ สวัสดี